บทความ

ทำไม ประชาธิปไตยอินโดนีเซีย ดูไปโลด / กษิต ภิรมย์

ทำไม ประชาธิปไตยอินโดนีเซีย ดูไปโลด / กษิต ภิรมย์

ไหนๆ ก็เขียนถึงการพัฒนาของจาการ์ต้าไปแล้ว จะไม่พูดถึงการพัฒนาทางการเมืองของประเทศอินโดนีเซียก็กะไรอยู่ เพราะทั่วโลกเขาก็ชื่นชมในความก้าวหน้ากัน เข้าข่ายดูหนังดูละคร จะได้ย้อนมองตัวเรา

ทำไม ประชาธิปไตยอินโดนีเซีย ดูไปโลด / กษิต ภิรมย์ : kasitfb@gmail.com
หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558
คอลัมน์การเมือง / เขียนเพื่อคิด

หลังจากที่ประธานาธิบดีนายพล ซูฮาร์โต ถูกขับไล่ออกจากตำแหน่งเมื่อปี 2541 ประเทศอินโดนีเซียก็ไม่ได้มีนายพลคนใดเข้ามาทดแทนสืบทอดอำนาจและเจตนารมณ์ และตั้งแต่วันนั้น ชาวอินโดนีเซียตัดสินใจยึดมั่นอยู่บนเส้นทางประชาธิปไตยและพยายามประคับ ประคองอย่างมั่นคงมาจนทุกวันนี้

ซึ่งหากย้อนไปในช่วงเวลานั้น ทุกคนทั้งในและนอกอินโดนีเซีย ต่างก็หวาดหวั่นว่า ประชาธิปไตยของอินโดนีเซียจะสามารถไปรอดได้หรือไม่ เพราะในขณะนั้น กองทัพยังมีพลังอำนาจ และความมั่นคงของรัฐเมื่อปราศจากอำนาจทหารเผด็จการที่จะควบคุมทุกอณูของแผ่น ดินอินโดนีเซียแล้ว ความเป็นประเทศรัฐหนึ่งเดียว ท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายมากมายมหาศาล ทั้งจำนวนเกาะเป็นพันเป็นหมื่น ที่ครอบคลุมความกว้างใหญ่ไพศาลถึง 5 เขตเวลา(Time Zone) รวมถึงการมีจำนวนเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ และภาษาเป็นร้อยๆ อีกทั้งศาสนาความเชื่อถือ ประเพณีวัฒนธรรมก็มากมาย (แม้ว่าผู้คนส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลามก็ตาม)

และนอกจากนั้น จังหวัดอาเจะห์ทางสุดฟากด้านตะวันตก และจังหวัดปาปัวทางสุดฟากด้านตะวันออก ต่างก็อยากจะแยกตัวออกจากอินโดนีเซีย ด้วยเหตุความแตกต่างของอาเจะห์ทางประวัติศาสตร์ความเป็นมา ซึ่งเป็นจังหวัดที่ศาสนาอิสลามเข้มข้น ขณะที่คนปาปัวมิได้เป็นคนเชื้อสาย ชาติพันธุ์มาเลย์อินโด ซึ่งยังยากจนด้อยพัฒนามาก

แต่อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียที่อยู่ท่ามกลางความท้าทายต่างๆนานาเหล่านี้ที่จะหาประเทศใดใน โลกนี้เสมอเหมือนได้ อีกทั้งอัตราการรู้หนังสือและระดับการพัฒนาก็ไม่สูงเด่น แต่กลับสามารถแสดงให้โลกในปัจจุบันเห็นได้ว่า สังคมประชาธิปไตยของอินโดนีเซียนั้นโลดแล่นและมั่นคง ซึ่งคงสามารถใช้เป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนแน่ชัดว่า ศาสนาอิสลามสามารถอยู่และไปกันได้กับประชาธิปไตย ส่วนความจน ความด้อยพัฒนาก็มิได้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ เข้าใจและปฏิบัติแบบประชาธิปไตย ความหลากหลายมิได้เป็นอุปสรรคหรือบ่อเกิดแห่งความแตกแยก ขัดแย้งและบ่อนทำลายประชาธิปไตย

การที่ประชาธิปไตยของอินโดนีเซียก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสง่างามเช่นนี้ กลายเป็นที่กล่าวขานของคนทั่วโลกอย่างเกินความคาดหมาย ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าคิด น่าเป็นแบบอย่าง และน่าเป็นกำลังใจต่อผู้ที่เชื่อและต่อสู้เพื่อสังคมประชาธิปไตย

แต่ความสำเร็จของคนอินโดนีเซียมิใช่เรื่องฟลุ๊คหรือบังเอิญ ที่ประชาธิปไตยของเขาคืบหน้าและดูมั่นคง ก็เพราะประชาชนทุกหมู่เหล่า ไม่ทนกับการเมืองสามานย์อีกต่อไปแล้ว เขาเจ็บปวดมามากแล้วกับระบบเผด็จการทหารภายใต้ผู้นำคนเดียวเป็นประกาศิต ไม่ต้องการเห็นทหารมายุ่งกับการเมืองอีกต่อไป พวกเขาต้องการอยู่ในสังคมที่มีสิทธิเสรีภาพและเคารพศักดิ์ศรีแห่งความเป็น มนุษย์ชัดเจน

สิ่งเหล่านี้ทำให้ฝ่ายทหารได้ตระหนักดีว่า ตนสมควรได้ถอยเข้าไปอยู่ในค่าย และดำรงตนเป็นทหารอาชีพแต่อย่างเดียว โดยปราศจากความบาดหมางกับฝ่ายการเมือง เนื่องจากฝ่ายทหารก็ยังมีมูลนิธิต่างๆ ที่ตั้งบริษัททำมาหากินไปได้ดังเดิม ขณะที่ประชาชนรุดหน้าไปกับประชาธิปไตย ฝ่ายทหารก็สาละวนกับตัวเอง ต่างคนต่างอยู่ตามสภาพ เมื่อฝ่ายทหารไม่คิด ไม่กล้าที่จะข้องแวะกับการเมือง อุปสรรคประชาธิปไตยก็หมดไปเปลาะหนึ่ง

แล้วอินโดนีเซียก็เฟ้นหาแต่ผู้นำประเทศที่ดีมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ตั้งแต่ ฮาบีบี วาฮิด เมกาวาตี ยูโดโยโน บัมบัง จนถึงคนปัจจุบัน โจโควี ต่างไม่มีเรื่องหลังบ้าน ไม่มีข้อครหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น มาฉุดรั้งความก้าวหน้าประเทศของเขา

อีกทั้งบรรดาองค์กรอิสระ โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ต่างทำงานแบบมืออาชีพ ปราศจากภัยคุกคาม และการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง หรือหน่วยงานราชการอื่นๆ เพราะประชาชนต่างให้ความสนับสนุนอย่างเต็มที่ ขนาดที่สามารถแสดงฝีมือจัดการให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และข้าราชการระดับชาติและระดับท้องถิ่นที่ทุจริตเข้าคุกไปแล้วกว่า 300 คน และคดีสำคัญนั้น ก็สามารถทำให้แล้วเสร็จภายใน 6-12 เดือนตามกฎเกณฑ์ กลายเป็นกำแพงเหล็กกั้นขวางบรรดานักการเมือง และข้าราชการที่สมคบคิดจะคอรัปชั่นประเทศให้ได้เกิดความยำเกรงในกฎหมาย

ในขณะเดียวกันโครงสร้างทางการเมืองก็มีการแบ่งแยกกระจายอำนาจอย่างแน่ชัด สภาสูงประกอบด้วย ส.ว. จาก 34 จังหวัดๆละ 4 คน โดยมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ส่วนสภาล่างมาจากการเลือกตั้ง 74 เขตเลือกตั้ง เขตละ 3-7 คน ตามสัดส่วนจำนวนประชากร

ผู้ว่าราชการมาจากการเลือกตั้งโดยตรง เมื่อจะเข้ารับตำแหน่งต้องสาบานตนต่อรัฐมนตรีมหาดไทย(กำลังจะเปลี่ยนเป็น ประธานาธิบดี) เพื่อสะท้อนบ่งบอกว่า ยังต้องขึ้นต่อรัฐบาลกลาง มิใช่มีความเป็นเอกเทศ เป็นอาณาจักรเล็กอาณาจักรน้อย อ้างว่าถูกเลือกตั้งเข้ามา โดยไม่คำนึงว่ารัฐบาลกลางโดยเฉพาะประธานาธิบดีก็ถูกเลือกตั้งเข้ามามากกว่า และใหญ่กว่า ทั้งนี้มีการประชุมร่วมระหว่างประธานาธิบดีกับบรรดาผู้ว่าระดับจังหวัดและ ผู้ว่าระดับหน่วยจังหวัด(district) เพื่อประสานงานต่างๆ

ส่วนการบริหารราชการนั้น รัฐบาลกลางรับผิดชอบ 6 เรื่อง หรือกระทรวงหลักคือ การป้องกันประเทศ การคลัง ศาสนา การต่างประเทศ ความยุติธรรม ความมั่นคงภายใน (และจะเพิ่มเรื่องทรัพยากรทางธรรมชาติ) เพื่อเป็นชนท้องถิ่น

สำหรับทรัพยากรธรรมชาตินั้น รัฐบาลกลางได้ร้อยละ 70 ส่วนท้องถิ่นได้ร้อยละ 30 เว้นจังหวัดอาเจะห์และปาปัวซึ่งมีลักษณะพิเศษ ได้กลับกันคือ 30 ต่อ 70 และยังได้รับงบประมาณกลางร้อยละ 20 ทุกปีเป็นเวลา 20 ปี

นอกจากนั้น รัฐบาลกลางมีงบประมาณกลางเพื่อกันไว้ยกระดับ หรือลดความเหลื่อมล้ำในจังหวัดต่างๆ และการใช้งบนี้ไปอย่างใดก็จะหารือตกลงกันที่กระทรวงวางแผนพัฒนา

ภายใต้การยินยอม อะลุ้มอะล่วยผลประโยชน์และอำนาจดังกล่าวให้ลงตัวได้นั้น จึงเป็นรากฐานของความสำเร็จในการรักษาความเป็นรัฐเดียว และสังคมประชาธิปไตยที่ดูแฟร์ ยุติธรรมและโปร่งใส

ล่าสุดนายพลปราโบโวคู่ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีและแกนนำฝ่ายค้านได้พบปะและ ตกลงให้ความร่วมมือเพื่อประโยชน์ชาติ กับประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อชาติ

ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงนี้ ต่างอยู่ภายใต้อุดมการณ์ชาติอันสำคัญยิ่งคือ อุดมการณ์ว่าด้วย “ปัญจศีล” (การนับถือศาสนา ความยุติธรรม ความเป็นเอกภาพ แก่นสารประชาธิปไตย และรัฐสวัสดิการ) ของการเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ความแตกต่างหลากหลาย (Unity with diversity)

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าปัจจัยความสำเร็จของประชาธิปไตย อินโดนีเซียนั้นมีหลายๆ สาเหตุ แต่ที่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือ ประชาชนอินโดนีเซียนั้นเข้าใจในประชาธิปไตย และแสดงความต้องการประชาธิปไตยอย่างแรงกล้า ด้วยเหตุนี้ กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆก็ต้องยอมโอนอ่อน ปรับตัว ถอยออกไป ซึ่งน่าจะสามารถใช้เป็นข้อคิดให้กับชาวไทยเราเช่นกัน

Credit ภาพ : http://stellacyan.com/…/20…/06/indonesia-doodle-postcard.jpg



บทความอื่นๆ