บทความ

  ปลดล็อกอีไอเอ  “ดี-เสีย อย่างไร”

ปลดล็อกอีไอเอ “ดี-เสีย อย่างไร”

วันนี้ 13 มีนาคม 2559 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เขียนบทความเรื่อง “ปลดล็อกอีไอเอ ดี-เสีย อย่างไร” ว่าทันทีที่มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 9/2559 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งอนุโลมให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างหรือหาเอกชน (เช่น ผู้รับเหมา) ไปพลางก่อนได้ โดยไม่ต้องรอผลการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) จากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ก็มีเสียงคัดค้านจากนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม องค์กร และเครือข่ายภาคประชาชนจำนวนมาก เนื่องจากเกรงว่าคำสั่งดังกล่าวจะเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน หรือนายทุนบางกลุ่มที่ต้องการผลักดันการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ บางโครงการ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ เป็นการละเมิดสิทธิบุคคลและชุมชน รวมทั้งละเลยต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน คำสั่งดังกล่าวครอบคลุมโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนด้านการคมนาคมขนส่ง การชลประทาน การป้องกันสาธารณภัย โรงพยาบาล และที่อยู่อาศัย โดยได้ระบุชัดเจนว่า แม้หน่วยงานของรัฐจะสามารถหาเอกชนมาดำเนินโครงการได้แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถเซ็นสัญญาผูกพันกับเอกชนได้จนกว่า กก.วล. ได้เห็นชอบรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม นั่นหมายความว่าขบวนการศึกษาและพิจารณาเห็นชอบอีไอเอยังคงดำเนินการเช่นเดิม ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ แสดงความคิดเห็นต่อคำสั่งดังกล่าว ทั้งในด้านบวก หรือข้อดี และด้านลบหรือข้อเสีย ดังนี้ ข้อดี ทำให้การดำเนินโครงการเร็วขึ้น เพราะไม่ต้องรอผลการพิจารณาอีไอเอจาก กก.วล. ซึ่งมีโครงการที่ต้องพิจารณาจำนวนมาก โดยหน่วยงานของรัฐสามารถจัดหาหาเอกชนมาดำเนินโครงการควบคู่ไปกับการพิจารณาอีไอเอได้ แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่การพิจารณาให้ความเห็นชอบอีไอเอยังคงใช้เวลานานเช่นเดิม การดำเนินโครงการก็จะเร็วขึ้นไม่มาก เพราะต้องเสียเวลารอผลการพิจารณาให้ความเห็นชอบอีไอเอจาก กก.วล.นาน จึงจะสามารถเซ็นสัญญากับเอกชนได้ ส่วนที่มีการอ้างว่าคำสั่งดังกล่าวจะทำให้วงเงินโครงการลดลง หรือค่าก่อสร้างลดลงนั้น คำกล่าวอ้างนี้จะเป็นจริงได้ในกรณีที่มีการพิจารณาให้ความเห็นชอบอีไอเอได้เร็วขึ้น ซึ่งจะทำให้หน่วยงานของรัฐสามารถเซ็นสัญญากับเอกชนได้เร็วขึ้น ในขณะที่ค่าก่อสร้างยังไม่เพิ่มสูงขึ้นมาก แต่ในกรณีที่การพิจารณาอีไอเอยังคงใช้เวลานานเหมือนเดิม ก็จะทำให้สามารถลดค่าก่อสร้างลงได้บ้าง เนื่องจากหน่วยงานของรัฐได้หาเอกชนที่จะดำเนินโครงการรอไว้ก่อนแล้ว ทำให้ประหยัดเวลาได้บ้าง ซึ่งจะช่วยพยุงค่าก่อสร้างก่อนที่จะถีบตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยทั่วไปการดำเนินการจัดหาเอกชนมาดำเนินโครงการจะใช้เวลาไม่เกิน 1 ปี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะและขนาดของโครงการ ดังนั้น คำสั่ง คสช. ที่ 9/2559 จะช่วยให้ประหยัดเวลาในการดำเนินโครงการได้ไม่เกิน 1 ปี ข้อเสีย ทำให้ความเชื่อมั่นต่อความเป็นอิสระในการพิจารณาให้ความเห็นชอบอีไอเอของ กก.วล.ลดลง เนื่องจากสาธารณชนอาจเข้าใจได้ว่าการให้ความเห็นชอบอีไอเอของโครงการใดโครงการหนึ่งโดย กก.วล.นั้นถูกกดดันให้จำเป็นต้องเห็นชอบ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดหาเอกชนไปพลางก่อนตามคำสั่ง คสช. ที่ 9/2559 ด้วยเหตุนี้ โครงการที่ได้รับความเห็นชอบจาก กก.วล. แม้จะเป็นโครงการที่มีการศึกษาอีไอเอเป็นอย่างดี โดยครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพชุมชน อีกทั้ง ยังเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อสาธารณชนก็ตาม แต่โครงการนั้นอาจจะขาดการยอมรับจากสาธารณชน ได้อ่านข้อดีและข้อเสียของคำสั่ง คสช. ที่ 9/2559 แล้ว ใครจะเชียร์หรือจะค้านก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนที่เห็นว่ามีข้อดีหรือข้อเสียมากกว่ากัน ที่สำคัญก็คือ ถ้ารัฐบาลต้องการทำให้การดำเนินโครงการเป็นไปด้วยความรวดเร็วต่างจากปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญจะต้องยกเครื่องการพิจารณาให้ความเห็นชอบอีไอเอโดยด่วน อย่าให้มีโครงการที่ต้องรอการให้ความเห็นชอบจาก กก.วล. นานถึง 8 ปี ดังเช่นโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) อีกเลย จึงจะถือว่าเป็นการปลดล็อกอีไอเออย่างแท้จริง . ขอบคุณข้อมูลจาก : เพจ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ #DemocratTH #ประชาธิปัตย์



บทความอื่นๆ