บทความ

ตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101
19 ธ.ค. 2561

ตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101


(19 ธ.ค.2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 ในประเด็นต่างๆ

- คำต่อคำ –

วันนี้ กกต. หารือพรรคการเมืองเรื่องกรอบเวลาหาเสียง และค่าใช้จ่าย ประชาธิปัตย์มีมุมมองต่อเรื่องค่าใช้จ่ายในการหาเสียงอย่างไร
“เรื่องนี้ความจริงก่อนที่จะมีการประชุมวันนี้ เขามีกระบวนการให้พรรคการเมืองต่างๆ ไปช่วยกันให้ความเห็นมาก่อนหน้านี้แล้ว ผ่านแบบสอบถามบ้างอะไรบ้าง แล้วก็ผมยังไม่ทราบข้อยุติที่ประชุมอย่างเป็นทางการแต่เข้าใจว่าเขาคงจะเสนอให้ผู้สมัครในแต่ละเขตใช้ได้ไม่เกิน 2 ล้านบาท ก็ถือว่าเทียบเคียงกับครั้งที่แล้ว ซึ่ง 7 ปีที่แล้ว อยู่ที่ประมาณ ล้าน 5 แสน ก็สมเหตุสมผลนะครับระดับหนึ่งครับ”

คนละ 2 แสน ไปจนถึง 2 ล้าน
“ครับคนละ 2 ล้าน ส่วนบัญชีรายชื่อเข้าใจว่าจะกำหนดไว้ว่าทั้งผู้สมัครทั้งหมดในพรรค ถ้าส่งกี่คนจะใช้จ่ายได้เท่าไหร่ ภาพรวมที่เคยได้ยินมาเหมือนจะอยู่ที่ประมาณ 70 ล้านครับ”

แล้วเรื่องของการติดป้าย ป้ายมากป้ายน้อย ตามพื้นที่ของเขต รวมถึงรถขยายเสียง เครื่องแห่ คิดเห็นเรื่องนี้อย่างไร
“ผมถือหลักว่า 1. เป็นกติกาที่ใช้ปฏิบัติโดยเสมอกัน ก็ไม่ได้มีความได้เปรียบเสียเปรียบอะไร แล้วก็เมื่อคุมโดยค่าใช้จ่ายแล้ว ก็คงจะทำให้ใครที่บอกว่า ใครมีเงินเยอะมาได้เปรียบตรงนี้คงไม่ได้หรอก เพราะว่ามันก็มีจำนวนเงินที่เป็นตัวคุมอยู่ อีกส่วนหนึ่งก็คือว่า คงต้องหาความพอดีด้วยว่า ขณะที่เราก็ตั้งข้อสังเกตว่าในการเลือกตั้งหลายๆ ครั้ง แทบจะเรียกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา คนก็จะรู้สึกว่าป้ายมันเยอะไปหมด มันจำเป็นขนาดนั้นมั้ย 

แต่ก็ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการเห็นการลดลงไปจนกระทั่งเหมือนกับไม่มีความตื่นตัว ไม่มีความกระตือรือร้น ให้คนมีความรู้สึกว่ามันอยู่ในบรรยากาศแห่งการเลือกตั้ง ผมว่าถ้าคุมด้วยค่าใช้จ่ายแบบนี้ แล้วก็มาคุมเรื่องขนาดเพื่อจะให้มันเป็นมาตรฐานเดียวกันก็ไม่ขัดข้องอะไร ก็เข้าสู่การปฏิบัติกันไป ผมว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้ใหญ่โตมากนัก”

มีเรื่องค่าใช้จ่าย ก็เลยคุมเรื่องเงินที่จะต้องจ่ายกับป้ายไปโดยปริยาย
“ใช่ครับ ถูกต้องครับ ไม่ว่าจะเป็นป้าย ไม่ว่าจะเป็นการจ้างอาสาสมัคร ไม่ว่าจะเป็นรถแห่ เมื่อถูกคุมโดยค่าใช้จ่ายในภาพรวมแล้ว มันก็คงปฏิบัติกัน แล้วก็ไม่ได้ได้เปรียบ – เสียเปรียบกัน”

แต่เรื่องใหม่ที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ 
“ตรงนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดจริงๆ ว่า แนวของ กกต. จะกำหนดกติกาหรือจะมีการควบคุมอย่างไร เพราะว่าก็น่าจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับทุกคน แล้วก็ในระเบียบที่ผมพยายามติดตามอยู่ ก็เหมือนกับจะพูดถึงค่าใช้จ่ายด้วย ซึ่งอันนี้ก็จะลำบากนิดนึงเพราะว่าผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่า เวลาเรามีข้อความขึ้นไปบนสังคมออนไลน์แล้ว การเผยแพร่นี้มันอยู่นอกเหนือการควบคุมเรา ยกเว้นถ้าเราซื้อโฆษณา คนไปแชร์ไปเรื่อยๆ คงจะมาคิดเป็นค่าใช้จ่ายก็คงจะยากนะครับอันนี้”

อันนี้ดูเรื่องรายละเอียด รูปแบบด้วย การหาเสียงในสื่อโซเชียลมีเดีย หรือป้าย หรือจะใช้อะไรอย่างไรในรายละเอียดด้วย
“ครับ ผมว่าโดยหลักต้องคิดเสียว่าอะไรที่มันสุจริต เที่ยงธรรม จะออนไลน์ ออฟไลน์ก็ให้ทำไป แล้วก็มีตัวค่าใช้จ่ายที่ประเมินได้เป็นตัวคุม ก็ไปได้ แล้วก็ถ้ายืนยันแล้วก็ขอบคุณที่บัตรเลือกตั้งกลับมามีเรื่องของโลโก้พรรค ชื่อพรรคนะครับ อันนี้ก็เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน”

พอดีมีประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ว่า จะมีรูปภาพของบางคนที่อาจจะไม่ได้ลงสมัครมาเกี่ยวข้อง คุณอภิสิทธิ์คิดเห็นเรื่องนี้อย่างไร มองว่าได้เปรียบ – เสียเปรียบ ควร – ไม่ควรอย่างไร
“ความคิดเดิม จริงๆ การมีรูปผู้สมัครนั้นไม่มีปัญหาอยู่แล้ว หัวหน้าพรรคไม่มีปัญหา แล้วก็ความจริงมีการพาดพิงถึงคุณชวนด้วย คุณชวนเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็มีสิทธิ์อยู่แล้วที่จะปรากฎตัวอยู่ในภาพการโฆษณาต่างๆ เพราะท่านก็เป็นผู้สมัคร ส.ส. คนหนึ่งเหมือนกัน 

ปัญหาในอดีตในเรื่องคนนอก ก็จะถือหลักทำนองว่า เจ้าตัวเขาอนุญาตนะ แล้วก็ขณะเดียวกันถ้าไปห่วงว่ามีบุคคลซึ่งไม่ควรจะมามีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น มันก็มีประเด็นอยู่แล้วว่าใครไม่เป็นสมาชิกพรรคมาครอบงำ ชี้นำการตัดสินใจอะไรของพรรคไม่ได้ มันก็เป็นกติกาที่ผมว่าก็ปฏิบัติกันได้ แต่ว่าถ้าบอกว่า คือผมก็กำลังกังวลอยู่เหมือนกันนะ เพราะว่าบางทีการออกแบบป้ายหาเสียงนี้ จะให้ยืนเหมือนถ่ายรูปติดบัตร มันก็ (ดูเชยๆ) นั่นนะสิ ผมก็ถามว่า เอ๊ะ แล้วถ้าเกิดผมอยากจะมีโปสเตอร์ที่ผมอยู่กับประชาชน หรืออยู่กับเด็กนักเรียน หรืออยู่กับผู้สูงอายุ หรืออยู่กับเกษตรกร ก็เป็นรูปธรรมชาติไม่ได้มาติดตั้งจัดฉากขึ้นมา ผมก็เลยชักไม่แน่ใจว่า อ้าว แล้วถ้ามีกติกาแบบนี้ไปหมด ก็แปลว่าทำไม่ได้หรือเปล่า”

คิดว่าจะเห็นรูปคุณทักษิณมั้ย
“ถ้ากติการะบุชัดถึงขนาดว่ามีได้เฉพาะผู้สมัคร ส.ส. หัวหน้าพรรค กับผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ก็ต้องไม่มีอยู่แล้วครับ ถ้ากำหนดอย่างนั้น”

แต่ออนไลน์ จะคุมอย่างไร เห็นกลัวว่าจะมีการป้องกันการปลอมแปลง ควรที่จะต้องมีวอร์รูมติดตามตรวจสอบการแสดงความเห็นหรือแอคเคาน์ปลอม ถึงขั้นนั้นหรือไม่
“กกต. จะมีศักยภาพทำมั้ยล่ะครับ แล้วก็สมมติว่ามีการทำ ก็คงต้องใช้ไม่คนจำนวนมาก ก็ต้องเป็น AI แล้วสุดท้ายก็ต้องวินิจฉัย แล้วคำถามต่อไปคือบังคับใช้อะไรได้มั้ย เช่นว่าจะสั่งให้ใครลบความเห็น ลบข้อมูลออกไป แล้วถ้าเกิดมันถูกส่งออกมาจากต่างประเทศทำยังไง อะไร มันไม่ง่ายหรอกครับ ผมเคยเสนอก็เพียงว่า กกต. เปิดเวทีได้มั้ย ให้ใครก็ตามที่เจอข่าวเท็จชี้แจง เป็นเวทีกลางให้ทุกคนไปตรวจสอบดูได้ ผมว่าคิดอะไรในกรอบนี้น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าทำให้การเลือกตั้งมันเป็นธรรม

เช่นใครตัดต่อเสียงผมไปทำคลิป แล้วก็ส่งๆ กันไป กกต.ตามลบกับการที่ กกต. บอกให้มีที่ให้ผมสามารถชี้แจงได้เลยว่านี่มันเป็นเท็จอย่างไร แล้วเช่นเดียวกันคู่แข่งผมทุกคนก็มีสิทธิ์ในการชี้แจงว่าสิ่งที่เขาโดนเป็นเท็จอย่างไร ผมว่าอันหลังจะเป็นประโยชน์กับผมมากกว่า ที่จะให้เขาไปคอยตรวจสอบตามว่าใครจะแชร์อันนี้ต้องไปลบ ดำเนินคดีมั้ย คนส่งมีเจตนาอะไร ยากนะครับ”

แต่ต้องกลับไปที่เดิม 1. ศักยภาพ 2. บางทีหนักกว่านั้น Damage is done คนเชื่อไปแล้ว แทนที่เราจะให้พูดอีกด้าน แต่กลายเป็นเชื่อไป แล้วก็ส่งต่อไปแล้วด้วย 
“เข้าใจครับ แต่ว่าอย่างที่ผมบอก ระหว่างการพยายามจะไปไล่ตามจับ อันที่มันมีอะไรบางอย่างที่จะช่วยให้คนถูกใส่ร้ายสามารถชี้แจงได้ทั่วถึงอะไรจะเป็นประโยชน์กว่ากัน ผมว่าอันหลังนี้มันเป็นประโยชน์กว่าอยู่แล้ว แล้วก็ถ้าถามว่าจะไปไล่ตามจับผิดใครทีหลัง มันทำหลังเลือกตั้งก็ได้ มันผิดกฎหมายมันก็ผิดอยู่ดี อายุความก็ยังไม่หมดหรอก แต่สิ่งสำคัญกว่าก็คือว่า คนที่เขากำลังแข่งขันกันอยู่นี้ ทำอย่างไรไม่ให้เขาเสียหายจากการถูกใส่ความ

เราลองเทียบเคียงอันนี้ มันเหมือนกับพูดบนเวทีหรือไปพูดที่ไหนก็ตาม แล้วคนก็เชื่อ แต่บังเอิญมันไปทั่วเลย ถ้าผมเป็นผู้สมัคร ผมอยากจะมีวิธีการอย่างไรก็ได้ให้ผมได้สามารถชี้แจงมากกว่าที่จะไปไล่ตามจับว่า เอ๊ะ ตกลงใครเป็นคนพูดเรื่องนี้คนแรก”

นอกจากตั้งกฎระเบียบแล้ว ส่วนหนึ่งต้องร่วมกันรณรงค์ว่าเลิกการเมืองพาดพิงแบบนี้ ดูประชาชนก็เบื่อเหมือนกัน
“เราพูดได้ ในอุดมคติเราพูดได้ แต่ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่ามันไม่หมดไปหรอกครับ ของอย่างนี้ ยังไงมันก็ต้องมีคนที่ทำอะไรแบบนี้ครับ มันก็เป็นธรรมชาติของทุกสังคมแหละครับ ก็จะต้องมีอะไรแบบนี้ ประเทศที่เจริญแล้วเขาก็เจอแบบนี้ด้วยทั้งนั้นนะครับ”

การเลือกตั้งที่อเมริกาก็มีการออกมาให้ข้อมูลว่า รัสเซียอยู่เบื้องหลังในการใช้อิทธิพลของโซเชียลอย่างไร
“ก็ยังสอบสวนไม่เสร็จเลยนี่ครับ”

ในบ้านเราจะมีทางออกอย่างไรกับเรื่องการใช้โซเชียลมีเดียในการทำ Campaign บ้าง 
“ก็ต้องรณรงค์กันว่าข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับ ทุกคนต้องมีวิจารณญาณในการที่จะกลั่นกรองเชื่อหรือไม่เชื่อ และผมก็ยังเป็นข้อเสนอเดิมผม ว่าสมมติว่ามันมีซักพื้นที่นึงที่เป็นพื้นที่กลางที่เป็นทางการ เช่นที่ กกต. ให้คนเข้าไปชี้แจงได้ มันดีที่สุดนะครับ แล้วก็ถ้าคำชี้แจงนั้นเป็นเท็จก็เล่นงานคนชี้แจงเท็จได้ด้วย แล้วก็ถ้าเกิดมันเป็นพื้นที่เดียวกัน ทุกฝ่ายจะไปดู”

เรื่ององค์กรต่างชาติจะเข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้ง มีความเห็นอย่างไร
“ผมว่าถ้าใครจะเข้ามาสังเกตการณ์ เป็นองค์กรที่เอาว่ามีความน่าเชื่อถือระดับหนึ่งก็ให้เขาสังเกตการณ์ ก็อำนวยความสะดวกไปเท่านั้น มันไม่ได้มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว เพราะว่าปรากฎการณ์แบบนี้มันก็เกิดขึ้นโดยทั่วไป เวลามีประเทศในภูมิภาคนี้ มีเลือกตั้ง คนของพรรคประชาธิปัตย์ก็ถูกเชิญไปร่วมเป็นคณะสังเกตการณ์ ก็เยอะแยะไปครับ ไม่ได้มีปัญหา แต่ว่าคณะนี้เขาจะมายุ่งวุ่นวายแทรกแซงเราไม่ได้ แล้วก็ถ้าเขาเห็นว่าการจัดการของเราดี มีความเป็นธรรม เขาก็จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งของเราด้วยครับ ไม่ต้องถึงขั้นไปเชื้อเชิญเขาเข้ามา เราก็เพียงแต่บอกว่า ใครจะมาก็แจ้งมา เราก็อำนวยความสะดวกให้เขาได้สังเกตการณ์”

แล้วมันเป็นดราม่าขึ้นมา มันบอกอะไรเราบ้าง
“ผมว่าตรงนี้มันไม่มีอะไรหรอกครับ ก็อยู่ที่ กกต. นั่นแหละที่จะวินิจฉัยกันต่อไปว่าจะเอาอย่างไร บังเอิญอาจจะช่วงแรกสับสนกันนิดหน่อย เพราะว่ากลายเป็นเหมือนกับไปพัวพันกับรัฐบาล หรือกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งที่ความจริงเรื่องนี้มันก็เป็นหน้าที่ของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้งที่จะตัดสินใจเองว่า ในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการเลือกตั้ง จะทำอย่างไรกับคนที่เขาอยากจะมาสังเกตการณ์”

ตกหล่นเรื่องพรรคเดียว เบอร์เดียว ตรงนี้มันช่วยพรรค หรืออย่างไรบ้าง เพราะยังมีทั้งเสียงหนุน และไม่หนุน
“มันก็สะดวก เพียงแต่ว่าบังเอิญกฎหมายกับระเบียบที่มันเขียนมาถึงขณะนี้ มันไม่ได้ไปเตรียมไว้เพื่ออย่างนั้น คือถกเถียงกันมาตั้งแต่ตอนเขียนกฎหมายแล้วว่าจะใช้เบอร์เดียวกันมั้ย ทีนี้กฎหมายก็เขียนมาว่าใช้คนละเบอร์ ถามว่าสะดวกมั้ย ก็ต้องตอบว่าก็ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ ถามว่าผู้สมัคร ส.ส. หลายคน ที่คุยกันนี้ เขาก็บอกถ้าเบอร์เดียวมันก็ง่ายดีนะ แล้วคนอย่างที่สมัครอย่างผม แล้วเดินทางไปทั่วประเทศก็ง่ายดีครับ ไม่งั้นผมก็ต้องคอยดูอยู่ตลอดเวลาว่า เอ๊ะ พรรคประชาธิปัตย์เบอร์ไหนนะ แถมผมไม่รู้คุณวารินทร์เลือกที่ไหน (บางกอกใหญ่) คุณอยู่บางกอกใหญ่ เกิดผมไปเจอคุณที่ปทุมวัน ผมจะบอก เลือกประชาธิปัตย์เบอร์อะไร ผมต้องถามก่อนว่าบ้านคุณอยู่ไหน ใช่มั้ยครับ

มันก็เป็นความสะดวกนะครับ แล้วถ้าทำได้มันก็ดี แต่ว่าในเมื่อกฎหมายเขียนอย่างนี้ ผมก็มองไม่เห็นทาง จะให้ผมไปเรียกร้องใช้มาตรา 44 ผมไม่เคยทำอยู่แล้ว”

เพราะมันถึงขั้นต้องแก้กฎหมายใช่มั้ย
“ใช่ครับ”

เย็นนี้ไปร่วมงานพลังประชารัฐมั้ย
“ไม่ได้ไปครับ ผมได้รับบัตรเชิญเมื่อเช้า ได้ครับ ยังไม่ได้เปิดเลยครับ พอดีไม่ได้นึกว่าเขาจะเชิญครับ แล้วก็ไม่มีปัญญาซื้อโต๊ะ 3 ล้านอยู่แล้ว”

โต๊ะละ 3 ล้าน 200 โต๊ะ จะระดมทุนได้ 600 ล้าน เราปฏิรูปการเมืองหรือยัง เรายังใช้เงินกันอย่างนี้อยู่เหรอ มันคืออะไร
“ก็ต้องยอมรับว่า ถ้าเราตกลงกันว่าเขตนึงใช้ได้ 2 ล้าน นั่นก็ 700 ล้านนะครับ ถ้าใช้กันเต็มที่ เพราะว่าเงินระดับหลายร้อยล้านคงหลีกเลี่ยงได้ยากสำหรับพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ถ้าส่งครบทุกเขต แล้วก็ยังมีกรณีของการรณรงค์หาเสียงในส่วนกลางด้วย ก็ขอให้โปร่งใสครับ เพราะว่าการจะจัดระดมทุน จะเป็นโต๊ะจีน หรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ผู้ที่บริจาคเงินเกิน ถ้าผมจำไม่ผิด 1 แสนบาท หรือตั้งแต่ 1 แสนบาทขึ้นไป ก็จะต้องเปิดเผยชื่อตัวเองอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าบอกว่าผมจัด 200 โต๊ะ แล้วก็ขายบัตร แล้วก็ไม่รู้ใครมาซื้อบัตร แล้วก็มีเงินมา 600 ล้าน อย่างนี้ทำไม่ได้นะครับ ต้องมีการแสดงว่าใครเป็นคนที่ซื้อโต๊ะ ซึ่งก็ถือเสมือนเป็นผู้บริจาค (ผู้บริจาครายเล็ก รายใหญ่ด้วย) ก็ไม่ทราบ เขาอาจจะซื้อเป็นเก้าอี้มั๊งครับ แล้วก็ 10 คนก็ได้โต๊ะตัวนึงอะไรอย่างนี้” 

แล้วจะมีวิธีการตรวจสอบอย่างไรว่าจะไม่มาถอนทุนคืน
“เขาต้องเปิดเผยชื่อนะครับ ผู้บริจาค สื่อก็ไปตรวจสอบได้นี่ครับวันนี้ว่าใครไปนั่งกินบ้าง กรณีของพลังประชารัฐก็มีประเด็นที่ว่า ต้องให้มั่นใจด้วยว่าไม่มีการเอาตำแหน่งหน้าที่ในรัฐบาลไปใช้ในการระดมทุน”

ตอนนี้ 4 รัฐมนตรีก็ยังไม่ลาออก
“อันนี้ไงครับ คือจุดที่มันถึงบอกว่ามันเป็นปัญหา เพราะว่าในอดีต คนที่เขาเป็นรัฐมนตรี แล้วจะเข้าสู่การเลือกตั้ง เขาจะไม่มีอำนาจเต็ม หลังจากมีการเลือกตั้งแล้ว ยกเว้นรัฐบาลชุดนี้ซึ่งรัฐธรรมนูญไปยกเว้นให้ เพราะว่าเขาก็คิดว่าใครลง ส.ส. ต้องลาออกไปแล้ว ทีนี้ปรากฎว่าวันนี้เราก็มีระบบที่มีการมาใช้คำว่า เหมือนกับลงเลือกตั้ง โดยไม่ต้องลง ส.ส. ก็ใช้ช่องโหว่ตรงนี้”

ท่าทีของนายกฯ ก็แค่เตือน แล้วก็ให้ระวังอย่าให้นโยบายรัฐ กับพรรค ไปซ้ำซ้อนกัน แต่ไม่ได้สั่งเด็ดขาดแบบมาตรา 44 ตรงนี้อย่างไร
“ก็ต้องบอกว่า ถ้ามีการใช้อำนาจในทางที่ไม่ชอบ ก็ต้องขอให้ กกต. จัดการ แล้วความจริงท่านนายกฯ ก็ต้องฟังดูด้วยว่ามีข้อมูลแบบนั้นมั้ย ความจริงผมก็มีคนรายงานมาจากหลายพื้นที่ ถ้าใช้คำเบาที่สุดบอกว่า ไปทำให้เกิดความสับสนระหว่างนโยบายที่เรียกว่าประชารัฐ กับพรรคพลังประชารัฐ มันมีรายงานผมมาเยอะพอสมควรครับ โดยเฉพาะเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”

รัฐบาลตั้งคณะกรรมการแก้จนขึ้น เพื่อแก้ปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และ สศช.(คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ตั้งสำนักงานขึ้นมาดูแลปัญหาความยากจน ดูเหมือนจะทำให้เป็นรูปธรรม มองเรื่องนี้อย่างไร
“ก็เป็นเรื่องที่แปลกที่มาตั้งกรรมการในวาระที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่เดือน ถูกมั้ยครับ เป็นปัญหาที่เราก็รู้อยู่แล้วว่าต้องแก้ในเชิงโครงสร้างใช้เวลายาวนานมาก ก็แปลกอยู่ว่าเหลือเวลาในการทำงานก่อนการเลือกตั้ 2 เดือน จึงเพิ่งมาตั้งคณะกรรมการ หรือสำนักงานตรงนี้”

“ผมก็ยัง งงๆ อยู่นะครับว่าตกลง ยุทธศาสตร์ของการจะแก้ปัญหาความยากจนนี้ มันก็ยังสับสนอยู่มาก อย่างตัวบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ผมก็วิพากษ์มานานว่าการไปบังคับให้ใช้ในร้านค้าบางร้านค้า ผมพูดให้มันตรงลงไปอีกว่าทำไมให้บัตรกับคนยากคนจนแล้ว ไม่ให้เขาไปซื้อของจากคนยากคนจนด้วยกัน คนยากคนจนจะได้มีรายได้จากการใช้จ่ายตรงนี้ อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็ท่ามกลางการลดแลกแจกแถมก็มีการขึ้นค่ารถเมล์ ซึ่งก็ต้องบอกว่าโดยปกติคนที่ใช้บริการมากที่สุดก็จะเป็นผู้มีรายได้น้อยด้วย

แล้วก็ที่สับสนเข้าไปใหญ่ก็คือ วันก่อน ทางรัฐบาลออกมาชี้แจงอีก อ้างว่า จากการที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งคนที่ได้รับไปถือว่าถูกนำไปฝึกอาชีพ จนขณะนี้ใช้คำว่าพ้นสถานะของการเป็นคนจน คือรายได้ดีกว่าเส้นความยากจนแล้ว แต่ขณะเดียวกันก็ขอบอกว่าไม่ต้องห่วง ให้ถือบัตรนี้แล้วใช้สิทธิ์ได้ต่อไป ผมก็เลยสับสนว่า ตกลงมันไม่ใช่หลักคิดที่ประกาศว่าเป็นสวัสดิการแล้วแบบนี้”

ยังไม่นับรวมกับการจนไม่จริง 
“อันนี้ก็เป็นปัญหาเพราะว่าอย่างที่บอกก็คือ ฟังดูมีแต่การจะขึ้นทะเบียนเพิ่ม แต่ว่าคงไม่มีการประเมินว่า มีใครบ้างที่ไม่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือแล้ว ฟังดูกระบวนการขณะนี้ แล้วก็จากที่เคยพูดว่าภายในปีนี้หรือเปล่านะ ที่จะไม่มีคนจนเหลือ มันกลายเป็นตัวเลขทางการของรัฐบาลก็จะกลายเป็นคนจนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คือกลายเป็นตัวเลขทางการของรัฐไปเลยนะ เพราะว่าขณะนี้ก็เดินเพื่อที่จะให้คนเข้ามาสู่ระบบนี้มากขึ้นๆ”

ยังไม่นับรวมเรื่องของความไม่เหมาะสมด้วย เพราะอยู่ในช่วงของรัฐบาลที่กำลังจะมีการเลือกตั้งด้วย
“แล้วก็ขณะเดียวกันก็มีพยายามเอาเรื่องนี้มาขู่ว่า ถ้าพรรคการเมืองอื่นวิพากษ์วิจารณ์แปลว่าจะมายกเลิกอะไรต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งความจริงผมก็บอกแล้วว่า ผมพูดแต่ว่ามันจะต้องปรับปรุงระบบให้มันดี แล้วก็อย่างน้อยที่สุดผมก็ยืนยันว่า ยืนยันแน่นอนว่า ถ้าเป็นประชาธิปัตย์ การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เราจะไม่จำกัดสิทธิ์ว่าเขาจะต้องไปซื้อของเฉพาะจากบางร้านเท่านั้น ต้องให้เขาสามารถใช้จ่ายเงินกับคนที่มีฐานะลำบาก อยู่ด้วยกันได้”

นโยบายแก้ปัญหาความยากจนของประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งนี้คืออะไร
“วันศุกร์ เวลาประมาณ 10.00 น. จะแถลงครับ หลังจากที่แถลงเรื่องนโยบายการศึกษาไปแล้วครับ”

ช่วงนี้เหนื่อยหน่อยนะ
“ไม่หรอกครับ เป็นปกติครับ ไปทำงานตลอดอยู่แล้วครับ ไม่มีปัญหาครับ”




บทความอื่นๆ