ข่าว

อภิสิทธิ์ แนะรบ.หากปรับ ครม. ได้คนใหม่แล้วงานดีขึ้น ก็ควรปรับ
27 มิ.ย. 2555

อภิสิทธิ์ แนะรบ.หากปรับ ครม. ได้คนใหม่แล้วงานดีขึ้น ก็ควรปรับ


(27 มิ.ย. 55) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ 101 ในหลายประเด็น เริ่มจากเรื่องสนามบินอู่ตะเภาที่รัฐบาลจะให้ฝ่ายค้านรับผิดชอบกรณีนี้

ก็เป็นเรื่องแปลกมากนะครับ ที่อยู่ดี ๆ มีการพูดว่าฝ่ายค้านต้องรับผิดชอบ เพราะว่าคนที่ตัดสินใจเรื่องนี้คือรัฐบาล ฝ่ายค้านนั้นที่ผ่านมาเราทำหน้าที่ในการตรวจสอบแล้วก็ตั้งคำถามโดยยังไม่ได้บอกเลยว่าโครงการนี้ไม่ดี เพียงแต่บอกว่า โครงการนี้เราอยากจะทราบรายละเอียดเพื่อความโปร่งใส เนื่องจากว่ามีการตั้งข้อสังเกตหลายเรื่องซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อความมั่นคง และที่สำคัญก็คือข้อมูลทั้งหลายที่รัฐบาลนำเสนอออกมานั้น เบื้องต้นก็ไม่ตรงกับข้อมูลที่ทางคนของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ นอกจากนั้นก็ยังมีการแสดงท่าทีจากมิตรประเทศอื่น ๆ เช่นจีน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องใหญ่ และการตั้งคำถามของฝ่ายค้านก็เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน ทำไปทำมารัฐบาลก็ไม่ค่อยยอมตอบคำถามหรอกครับ ที่ผ่านมาทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศ รัฐมนตรีวิทยาศาสตร์ ไม่ตอบคำถามแต่ชวนทะเลาะ เช่นเป็นโครงการเก่าใช่ไม๊ อะไรต่าง ๆ แล้วก็ข้อมูลก็คลาดเคลื่อนมาตลอด เช่นไปอ้างอิงถึงข้อมูลเรื่องศูนย์ภัยพิบัติ ที่บอกว่า อันนี้มันสืบเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้วไปพูดเรื่องศูนย์ภัยพิบัติ วันนี้ชัดเจนแล้วว่าไม่ใช่ คนละโครงการกัน

ต่อมาก็ รัฐมนตรีวิทยาศาสตร์ยังไปพูดอีกว่า มีข้อตกลง เรียกว่า ข้อตกลงแม่ ระหว่างหน่วยงานของไทยคือ GISTDA กับ นาซา ปรากฏว่าจริง ๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่นะครับ ก็ไม่ได้เท้าความถึงตรงนั้นในหนังสือที่ทางสหรัฐฯ ทำมา แล้วก็ที่เสนอขอครม. เมื่อวานก็คือบอกว่าขอให้มอบหมาย GISTDA ไปทำงาน ทีนี้เวลาเราถามว่า ตกลงที่เขาบอกประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาครับรู้แล้วไม่ขัดข้องอะไร รัฐบาลได้สอบถาม มีความมั่นใจหรือยัง แล้วก็มั่นใจแค่ไหนว่าไม่เข้ามาตรา 190 ก็ถามไปเท่านี้

ปรากฏว่ารัฐบาลไม่ตอบ แล้วก็วันดีคืนดีก็บอกว่า ตกลงยืนยันว่าไม่เข้ามาตรา 190 แต่ว่าไม่ทำ ยังไม่ทำ แล้วก็จะไปขอเปิดสภาตามมาตรา 179 เพื่อขอฟังความคิดเห็นในเดือนสิงหาคม ทีนี้โครงการ อุปกรณ์ ซึ่งต้องขนออกมา เบื้องต้นนั้นออกมาจากสหรัฐฯ เข้าใจว่า 28 พฤษภา ตอนแรกรัฐบาลปฏิเสธ ตอนนี้ก็ยอมรับแล้ว เพียงแต่ว่าเมื่ออุปกรณ์นี้ถึงจุดที่จะต้องตัดสินใจว่า เข้าใจว่าไปพักอยู่บางที หรือไปใช้บางที แล้วจะต้องมาต่อเมืองไทย มันจะต้องชัดเจนว่าโครงการนี้ได้รับอนุมัติให้ทำ ประมาณอาทิตย์นี้ เพราะอุปกรณ์นี้จะต้องใช้เวลาเดินทาง ซึ่งถ้าเกิดอนุมัติอาทิตย์นี้ ก็จะมาถึงกรุงเทพฯ เพื่อใช้งานได้ อู่ตะเภาใช้งานได้ 1 สิงหาคม แล้วก็เป็นโครงการซึ่งทำสิงหา กันยา

ถามว่าทำไมทำสิงหา กันยา เพราะเป็นหน้ามรสุม ก็ที่เขาพูดก็คืออยากจะมาศึกษาเรื่องการก่อตัวของเมฆ บรรยากาศอะไรต่าง ๆ ในช่วงมรสุม ทีนี้พอรัฐบาลบอกจะไปเปิดสภาเดือนสิงหา อุปกรณ์ก็มาไม่ได้ อุปกรณ์มาไม่ได้คือมา ก็มาไม่ทันหน้ามรสุม ส่วนปีหน้าเขายังสนใจจะทำโครงการนี้หรือเปล่า ก็ต้องไปเจรจากันใหม่

ทีนี้ถามว่า ถ้ารัฐบาลบอกมันเสียหายที่ไม่ทำ ใครต้องรับผิดชอบ ผมก็ถามว่า ใครล่ะครับ ที่รู้ถึงการเจรจาโครงการนี้มาตั้งแต่เดือนมีนา เป็นอย่างน้อย แล้วไม่ได้ทำอะไร แล้วก็น่าจะรู้อยู่แล้วนะครับ ด้วยสามัญสำนึกว่าโครงการแบบนี้จะมาใช้อู่ตะเภา แล้วมีการบิน แล้วก็บินเข้าไปในทะเล อ่าวไทย หรือจะต่อเนื่องไปถึงทะเลจีนใต้หรืออย่างไร แล้วก็ต้องรู้อยู่แล้วว่ามีประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคซึ่งเขาก็ต้องกังวล

แทนที่จะใช้เวลามาประมวล มารับฟังความคิดเห็นแล้วก็จะได้รู้ว่าตกลงเข้าหรือไม่เข้ามาตรา 190 แล้วก็เดินหน้าต่อไป หรือปรับปรุงโครงการให้ทุกฝ่ายสบายใจว่ามันไม่มีประเด็นอย่างที่เขากังวลกัน ซึ่งมีเวลาตั้งแต่เดือนมีนาคม ก็ไม่ได้ทำ

ผมก็ไม่ทราบว่ามีเรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องปรองดอง แล้วเอาเรื่องนี้ไปเจรจาต่อรองอะไรหรือเปล่า แล้วสุดท้ายพอมาถึงวันนี้ก็บอกว่า ตอนนี้เลยทำไม่ทันแล้ว แล้วเลยกลายเป็นความผิดของคนที่ตั้งคำถาม ก็เป็นเรื่องแปลก ซ้ำร้ายกว่านั้นเห็นบอก รัฐมนตรีวิทยาศาสตร์บอกว่า จากวันนี้ไปก็จะด่า ด่าฝ่ายค้านทุกวัน ก็นี่แหละครับ ถ้าเรามีรัฐมนตรีวิทยาศาสตร์อย่างนี้ การวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมันจะก้าวหน้าได้อย่างไรครับ คือวิทยาศาสตร์มันต้องว่ากันด้วยข้อเท็จจริง ด้วยเหตุด้วยผล ถามไปไม่ตอบ ขอด่าอย่างเดียว แล้วก็โยนกันไปโยนกันมา

รัฐมนตรีต่างประเทศ ก็ไปโน้นแน่ะครับ บอกถ้าน้ำท่วมใครจะรับผิดชอบ ผมก็ถามว่าถ้าเครื่องบินไปสำรวจมรสุมอยู่ สิงหา กันยา แล้วฝนมันตกลงมา แล้วมันเกี่ยวอะไรกับน้ำท่วม แล้วก็ยังไม่ได้ตอบอย่างชัดเจนด้วยนะครับว่า จริง ๆ แล้วผลของการศึกษาในทำนองนี้จะเอาไปใช้ประโยชน์อะไรอย่างไร ซึ่งมันก็เป็นคำถามที่ผมคิดว่า ประชาชนคนไทยมีสิทธิ์ที่จะรู้ เราต้องการได้ความโปร่งใส ต้องการได้ข้อเท็จจริง ปรากฏว่ารัฐบาลไม่เคยให้ วันดีคืนดีรัฐบาลก็บอกว่าเอาละ ไม่ทำแล้ว แล้วก็เป็นความผิดของคนที่พยายามตั้งคำถามว่ามันคืออะไร

 

ผลการประชุมครม. ที่นายกฯ แถลงว่าจะนำเรื่องนี้เข้าสู่สภาภายใต้มาตรา 179 ไม่ใช่ มาตรา 190 มองอย่างไร

ความแตกต่างมันก็คือว่า ถ้าโครงการนี้มันเข้าข่ายหรือข้อตกลงนี้มันเข้าข่ายตามมาตรา 190 แปลว่า รัฐบาลจะไปเซ็นสัญญา จะไปเจรจาต่าง ๆ ก็จะต้องผ่านความเห็นชอบของสภา ทีนี้ถ้ามันเข้า ก็ต้องไปเสนอให้รัฐสภาเห็นชอบ ถ้ามันไม่เข้าข่าย ก็ไม่ต้องเข้า ทีนี้การเอาไปเข้าตามมาตรา 179 ในบทบัญญัติที่บอกว่า ถ้ารัฐบาลเห็นสมควรอยากจะปรึกษารับฟังความคิดเห็นของสภา ก็สามารถเปิดอภิปรายทั่วไปได้ แล้วก็ให้มีการอภิปราย แต่ไม่ให้มีการลงมติ ถ้าข้อตกลงนี้มันเข้าข่าย 190 ถึงเปิดมาตรา 179 ก็ยังคงต้องให้สภาพิจารณาตามมาตรา 190 อีกครั้งหนึ่งอยู่ดี แต่ถ้าหากว่ามันไม่เข้า ก็ไม่ต้องเข้า เพราะฉะนั้นมาตรา 179 จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการอนุมัติหรือไม่อนุมัติโครงการนี้โดยตรง

แต่ผมก็ยังพยายามมองในแง่ดี ว่ารัฐบาลอาจจะอยากเสนอข้อเท็จจริงต่าง ๆ รับฟังความคิดเห็นในเดือนสิงหา แล้วก็เอาข้อสังเกต ข้ออภิปราย ข้อคิดเห็นต่าง ๆ เหล่านี้ ประมวลไปพูดคุยกับทางสหรัฐฯ เพื่อจะทำให้โครงการมันเดินได้ในปีหน้าก็เป็นได้

 

ใครจะเป็นบอกได้ว่าโครงการนี้เข้าข่ายมาตรา 179 หรือ มาตรา 190

ตรงนี้ก็เป็นประเด็นว่า จริง ๆ ก็เบื้องต้นก็คือรัฐบาลเป็นคนวินิจฉัย แต่ว่าถ้ามีใครสงสัย มีใครโต้แย้งก็สามารถที่จะไปร้องศาลรัฐธรรมนูญได้

 

ควรต้องรอเปิดสภาวันที่ 1 สิงหา จะสามารถเปิดประชุมสมัยวิสามัญได้หรือไม่

ถ้ารัฐบาลประสงค์จะเปิดประชุมสมัยวิสามัญก็ได้อยู่แล้ว ก็เห็นอยู่แล้ว จริง ๆ สภาจะปิดตั้งแต่เดือนเมษา ไม่ยอมให้ปิด ขยายประชุมเสาร์ อาทิตย์ ก็ทำแล้ว ประชุมทุกวันก็ทำแล้ว ประชุมทั้งวันทั้งคืนก็ทำแล้ว รัฐบาลทำได้อยู่แล้ว แสดงว่ารัฐบาลเลือกที่จะไม่ทำนะครับ

ถ้าจะบอกว่า ในที่สุดโครงการนี้ต้องหยุด ต้องพับไป เพราะฝ่ายค้านท้วงติงนะครับ กรุณาพับกฎหมาย 4 ฉบับ ไปด้วย เพราะฝ่ายค้านท้วงติงแรงกว่านี้เยอะเลยครับ

 

เรื่องปรับครม. มีความเห็นอย่างไร

ผมเฉย ๆ นะครับ คือการปรับครม. มันก็เป็นดุลยพินิจของท่านนายกฯ ว่ามีความจำเป็นหรือไม่ที่จะปรับครม. แต่ว่าพวกเราที่เป็นคนนอก ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับเขา ใครไปใครมา ก็คงไม่มีชื่อผม ไม่มีชื่อท่านทั้ง 2 นะครับ ก็คงสนใจเพียงแค่ว่า ปรับแล้วงานมันดีขึ้นหรือเปล่า ผมว่าอันนี้คือหัวใจ ถ้าปรับแล้วงานมันดีขึ้น ก็ปรับไปเถอะครับ แต่ว่าถ้าปรับแล้วก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป นอกจากว่าผลัดกันมาเป็นรัฐมนตรีก็ไม่ค่อยมีความหมายอะไรกับพวกเรานะครับ หรือว่าซ้ำร้ายไปกว่านั้นก็คือ ปรับไปแล้วแย่ลง คนใหม่ก็ไม่ได้เก่งกว่าคนเก่า ต้องมาเรียนรู้งานอีก ก็เสียโอกาสเปล่า ๆ เพราะฉะนั้นทั้งหมดก็คงอยู่ที่ดุลพินิจของนายกฯ ละครับ ท่านคิดว่ามีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลแล้วจะทำให้มันดีขึ้น ก็ปรับ ถ้าไม่อย่างนั้น ผมก็ว่าก็ไม่ต้องปรับหรอกครับ

 

วันนี้มีการพาดพิง เรื่องผู้ตรวจการแผ่นดิน 2 มาตรฐาน ระหว่างการตั้ง นายกษิต เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ กับกรณีของนายณัฐวุฒิ นั้นมีความเห็นอย่างไร

ผมเรียนอย่างนี้นะครับ กรณีของคุณกษิต เป็นเรื่องซึ่งเมื่อผมได้แต่งตั้งท่านไปแล้ว มีคนไปแจ้งความร้องทุกข์ว่าท่านทำผิดกฎหมาย วันที่ผมตั้งท่านไม่ได้มีสถานะเป็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับคดีความทางกฎหมายเลย แต่คุณณัฐวุฒินั้น ทุกคนทราบดีว่าถูกดำเนินคดีไปแล้ว อยู่ในระหว่างขอประกันตัว ต่อสู้คดี แล้วมีการไปแต่งตั้ง เพราะฉะนั้นมันก็เป็นคนละกรณีอยู่แล้วครับ

ไม่อย่างนั้นถ้าเกิดวันนี้ ผมบอกว่าถ้างั้นวันนี้ผมให้ใครไปแจ้งความคุณยิ่งลักษณ์สักเรื่องนึง แล้วแปลว่า คุณยิ่งลักษณ์ก็เป็นไม่ได้อย่างนั้นเหรอครับ

 

ส่วนกรณีที่นายจตุพรไปยื่นหนังสือเพื่อทวงถามเหตุผลในการถอนประกันตัวกับศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีความเห็นอย่างไร

ก็เห็นเหมือนกับที่พูดที่ละครับว่า ไม่ธรรมดา คือจริง ๆ ทุกคนควรจะเคารพกระบวนการของกฎหมาย คุณจตุพรถูกดำเนินคดี แล้วก็ขอประกันตัวออกมา ตอนประกันตัวออกมา ศาลก็บอกว่า ประกันตัวได้ แต่อย่าออกไปวุ่นวาย อย่าออกไปปลุกระดม อย่าออกไปทำเคลื่อนไหว เพราะฉะนั้นใครที่เขาเห็นว่าคุณจตุพรทำผิดเงื่อนไขนี้ โดยเฉพาะคนที่เขาเป็นห่วงว่าการปลุกระดมไปกระทบต่อเขาด้วยซ้ำ เขาก็มีสิทธิ์ยื่นเรื่องให้ศาลได้ทบทวนในการให้ประกันตัว คุณจตุพรก็มีหน้าที่ไปบอกกับศาล ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ไปบอกกับศาลอาญาว่า ไอ้ที่ให้ประกันตัวมานั้น ผมไม่ได้ไปทำผิดเงื่อนไขอะไร ก็ไปอธิบายกับศาล ก็ต่อสู้คดีกันไป ศาลก็จะเป็นคนวินิจฉัย แต่นี่ปรากฏว่าไม่ใช่

แต่ว่าทั้งหมดนี้มันเป็นยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย ที่ขณะนี้ต้องการสร้างภาพว่า ศาลจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ จะเป็นศาลยุติธรรม กำลังร่วมมือร่วมไม้กับคนโน้นคนนี้เพื่อล้มรัฐบาล 1. ก็เพื่อหวังผล ผมว่าเพื่อกลบเกลื่อนหลายสิ่งหลายอย่างซึ่งล้มเหลวอยู่ในขณะนี้ 2. ก็เป็นการปลุกระดมมวลชน เสื้อแดง ซึ่งก็มีความคลางแคลงใจ ไม่พอใจอยู่หลายเรื่องให้ต้องกลับมารวมตัวกันใหม่เพราะว่าศัตรูที่มาล้มล้างรัฐบาลของเขามาแล้ว แล้วก็ 3. ก็คือเพื่อปูทางว่า ถ้าสมมติได้มีโอกาสเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ก็จะได้ถือโอกาสบอกว่า นี่แหละศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม นี่แหละ เป็นอุปสรรคปัญหาการบริหารบ้านเมือง เพราะฉะนั้นก็ต้องยุบทิ้ง หรือว่าต่อไปนี้ต้องมาอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายบริหาร มันก็เป็นยุทธศาสตร์ที่เขาวางไว้ชัดเจน และการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ก็จะสอดรับตามแนวทางนี้ทั้งหมด

 

ส่วนเรื่อง นายเรืองไกร ยื่นฟ้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ ถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยด้วยหรือไม่

ใช่ครับ เพราะว่าจริง ๆ ตอนนี้แกยื่นเรื่องเยอะมากนะครับ ผมก็ต้องเสียเวลากับการแก้เรื่องเหล่านี้ ก็เห็นได้ชัดนะครับว่า คุณเรืองไกรก็มุ่งมั่นตรวจสอบเอาเป็นเอาตายกับพรรคประชาธิปัตย์ กลยุทธ์คืออะไร กลยุทธ์ก็คือว่า ให้คดีพรรคประชาธิปัตย์มันขึ้นศาลบ่อย ๆ เสร็จแล้วพอเราไม่ผิด เพราะเราไม่ได้ทำอะไรผิด ก็จะโวยวายว่าโอ้ยเนี่ย 2 มาตรฐาน ประชาธิปัตย์ทำไมกี่คดี ๆ รอดหมด ทั้งที่ความจริง มันไม่ได้อยู่ที่จำนวนคดีมีจำนวนเท่าไหร่ รอดไม่รอด มันอยู่ที่ว่าทำผิดหรือไม่ได้ทำผิด แต่ว่าอันนี้แหละครับ เป็นการสร้างความรู้สึกไปกดดันศาล ซึ่งก็พูดตรง ๆ นะครับ บางทีก็รู้สึกจะได้ผล อย่างเช่นเรื่องคดีถุงยังชีพ ผมก็ยังยืนยันว่า เปรียบเทียบกันไม่ได้เลย ระหว่างกรณีที่ สส. พรรคเพื่อไทย สามารถที่จะไปเซ็นอนุมัติถุงยังชีพ เลือกปฏิบัติได้ เอาชื่อตัวเองไปแปะได้ กับการที่ผมนั้นเพียงแต่ไปมอบในพิธีมอบ แล้วก็บอกชัดเจนว่าเป็นของกระทรวงพลังงาน แต่พอขึ้นไปพร้อม ๆ กัน ทำไปทำมา ก็เลยปล่อยทั้ง 2 ฝ่าย

 

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดง ที่มารดาของน้องเกด เดินทางไปที่กรุงเฮค เนเธอร์แลนด์ เพื่อไปยื่นเรื่องให้ศาลโลกพิจารณาเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมนั้น ได้มีการเตรียมการอย่างไรบ้าง

ผมก็ต้องรออยู่อย่างเดียวครับ เพราะว่าในการไปยื่นเรื่องต่อศาลโลก ศาลเขาจะต้องเป็นผู้พิจารณาเบื้องต้นว่า คดีมันเข้าข่ายที่เขาจะพิจารณาหรือไม่ ซึ่งก็มีประเด็นตั้งแต่อยู่ในเขตอำนาจไม๊ ไปจนถึงเรื่องว่าการกระทำที่ร้องเข้าไป เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ศาลโลกจะต้องวินิจฉัยหรือไม่ และเขาก็ต้องดูว่าทำไมคดีจึงไม่ได้ดำเนินคดีในประเทศต้นเรื่อง เขาจะไม่รับคดีซ้ำซ้อน ซึ่งมันก็เลยเป็นสถานการณ์ที่แปลกว่า ขณะนี้คนของพรรคเพื่อไทยกำลังจะไปศาลโลก ในขณะที่พรรคของตนเองมีอำนาจอยู่ในบ้านเมือง

เหมือนเป็นการไปบอกว่ากระบวนการยุติธรรมของไทย หรือรัฐบาลไทยใช้ไม่ได้ ไม่ทำเรื่องนี้ ตรงนี้แหละครับ ที่มันเป็นเรื่องแปลก

 

เรื่อง บีทีเอส ที่มีการไปขอความเป็นธรรมในส่วนของ เคที กับกทม. เพื่อเป็นคดีพิเศษ นั้น มีความเห็นอย่างไร

วันนี้ผมยังไม่ทราบนะครับว่า ผลการประชุมเรื่องของคดีพิเศษเป็นอย่างไรบ้าง แต่ก็ดูว่าขณะนี้รัฐบาลก็อยากจะใช้กลไกของกรมสอบสวนคดีพิเศษค่อนข้างที่จะพร่ำเพรื่อมาก ก็คือว่า ไปเอาคดีซึ่งความจริงค่อนข้างจะมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองชัดเจน โดยอ้างว่าต้องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษทำงานเรื่องนี้ ซึ่งความจริง ไม่ได้อยู่ในประเภทความผิดหรือกฎหมายที่จะต้องเป็นคดีพิเศษ แต่ผมก็ยังไม่เคยได้คำอธิบายว่า ทำไมจะต้องเป็นคดีพิเศษ

ยกตัวอย่างเช่น นอกจากเรื่อง กทม. ก็มีเรื่อง อีสวอร์เตอร์ ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้ ก็ต้องถามว่า อย่างกรณีของ กทม. ทำไม ปปช. ทำเรื่องนี้ไม่ได้ ถ้า ปปช. ทำได้ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจะต้องไปทำ หรืออย่างกรณีของอีสวอเตอร์ที่บอก บริจาคเงินผ่านพรรคประชาธิปัตย์เรื่องน้ำท่วม ก็ต้องถามว่าทำไม ถึงให้ กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองเขาพิจารณาเรื่องนี้ไม่ได้ แล้วทีนี้ก็ต้องเป็นคำถามไปละครับ แต่ผมไม่ทราบว่า ตกลงคณะกรรมการคดีพิเศษเขาได้มีมติหรือยังว่าจะรับหรือไม่รับ ถ้าพยายามมาเปรียบเทียบ ซึ่งผมว่าต้องมี พยายามมาเปรียบเทียบว่า อ้าวทำไมรัฐบาลที่แล้วทำเรื่องคดีเหตุการณ์เป็นคดีพิเศษ ผมก็ตอบได้เลยว่า ข้อพิจารณาขณะนั้นก็คือว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษา พฤษภา 53 นั้นมันมีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะเป็นคำพูดขณะนี้ที่พยายามจะพูดให้คนเข้าใจผิดว่า เหมือนกับ 91 ศพ หรือ 92 หรือ 98 ศพ เกิดขึ้นในเหตุการณ์เดียว ความจริงมันไม่ใช่ เหตุการณ์มันเกิดขึ้นนับเป็นเดือน แล้วเหตุการณ์มันเชื่อมโยงกัน ไอ้กรณีนั้น คณะกรรมการขณะนั้นเห็นว่า ถ้าไปแยกดำเนินละคดี ๆ ๆ มันอาจจะไม่เห็นภาพรวมความเป็นธรรม มันเชื่อมโยงกันอยู่ ก็ถึงให้เป็นคดีพิเศษ ทีนี้ก็ต้องถามว่ากรณีรถไฟฟ้า กรณีบริจาคเงินให้พรรคประชาธิปัตย์นั้นมันมีเงื่อนไขอะไร ที่หน่วยงานปกติ หรือกระบวนการปกติไม่ควรกระทำ แล้วต้องเป็นคดีพิเศษ ก็ต้องรอฟังครับว่าเขาจะชี้แจงอย่างไร

 

จากกระแสข่าวรัฐบาลเทพประทาน มีความเห็นเพิ่มเติมอย่างไร

ในแง่ข้อเท็จจริงก็ไม่มีอะไรเพิ่มเติม เพราะว่าผมก็ยืนยันไปแล้วว่า เรื่องที่มีการพูดถึง กล่าวถึงว่ามีการติดต่อคุณสุเทพนั้น คุณสุเทพเพิ่งมาพูดก็จริง แต่เล่าให้ผมฟังมานานแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็ไม่คิดว่าเป็นเรื่องเท็จนะครับ เพราะถ้าเป็นเรื่องเท็จต้องเป็นเรื่องที่ว่า อ้าว ผมเองยังไม่รู้เลย อยู่ดี ๆ คุณสุเทพก็พูดขึ้นมาว่ามีอะไรอย่างนี้ แต่นี่เล่าให้ฟังกันมาโดยตลอด เรื่องความพยายามบอกว่า จะมีการไปล้มรัฐบาล ไปตั้งรัฐบาล ผมเรียนจริง ๆ ผมยังมองไม่เห็นเลยครับว่า ใครจะไปทำอะไร เพราะว่าพวกผมก็พูดชัดอย่างที่เราคัดค้านเรื่องของกฎหมาย 4 ฉบับ อย่างรุนแรง เราก็พูดชัดในการไปปราศรัยบอก นี่ไม่ได้มาล้มรัฐบาลนะ ไม่ได้มาไล่รัฐบาลนะ ถ้าจะไล่ ไล่ให้ไปทำงาน ไล่ให้ไปทำงานให้เป็นต่อไปเถอะ แต่ขอให้ทำงานเพื่อประชาชนครับ

 

80 ปี ประชาธิปไตย และการขึ้นเวทีที่ เอ็มเธียร์เตอร์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผมก็บอกว่า จริง ๆ ทั้งคุณชวน แล้วก็ผม ก็พยายามยืนยันนะครับว่า 80 ปี ก็มีพัฒนาการไปหลายเรื่อง ในทางที่ดี แต่ก็ยังมีข้อห่วงใย ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับประชาธิปไตยไทย ซึ่งผมก็ฝากไว้ 2 เรื่อง ก็คือ 1. เรื่องของการใช้ความรุนแรง ซึ่งอาจจะนำไปสู่สงครามกลางเมือง จะเป็นตัวที่ทำลายประชาธิปไตยได้ กับ 2. ก็คือเรื่องของประชานิยม ที่อาจจะนำไปสู่ความล่มสลายทางเศรษฐกิจ และเป็นอันตรายต่อประชาธิปไตย เช่นเดียวกัน แล้วก็เราจะต้องมีการสร้างความเข้าใจที่เกี่ยวกับเรื่องประชาธิปไตยให้ชัดเจนขึ้น เพราะเวลานี้ในแนวทางของรัฐบาลที่จะทำรัฐธรรมนูญ ทำอะไรต่าง ๆ จะพยายามอย่างเดียวครับว่า ประชาธิปไตย ต้องเป็นเรื่องของเสียงข้างมาก ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ แล้วกำลังจะก้าวล่วงไปถึงฝ่ายตุลาการ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้อันตรายเช่นเดียวกัน

 

ฟุตบอลยูโร สเปน โปรตุเกส คืนนี้ และคิดว่าใครเป็นแชมป์ฟุตบอลยูโร

ผมว่า คนส่วนใหญ่ก็คงเก็งว่าจะเป็นสเปนนะครับ ผมว่าแต่อาจจะไม่ง่ายเท่าไหร่นะครับ เหมือนอย่างพรุ่งนี้ ผมก็ว่าทางบอลเยอรมันนี่ไม่ค่อยชอบอิตาลีเท่าไหร่ ก็คงจะสนุกทั้ง 2 คู่ครับ ตอนนี้ไม่เชียร์แล้วครับ อยู่เฉย ๆ ครับ

 

ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ได้ทิ้งท้ายไว้ว่าฝ่ายค้านยินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่หากรัฐบาลมีความจริงใจผลักดันสิ่งที่เป็นประโยชน์จริง ๆ กับประเทศชาติประชาชน

ยืนยันนะครับว่าที่พยายามจะมาชวนฝ่ายค้านทะเลาะนั้น เราไม่อยากทะเลาะครับ เรามีหน้าที่ในการตรวจสอบ เราตั้งข้อสังเกต เราตั้งคำถาม อยากให้รัฐบาลว่าด้วยเหตุด้วยผล อะไรที่เป็นประโยชน์ ฝ่ายค้านชุดนี้ไม่เคยขัดขวางอยู่แล้ว ขอความร่วมมือเห็นไม๊ครับ กฎหมายฟอกเงิน กฎหมายอะไรต่าง ๆ ผลักดันกันอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นขอให้มีความจริงใจในการที่จะผลักดันสิ่งที่เป็นประโยชน์จริง ๆ แล้วรับรองครับว่าฝ่ายค้านให้ความร่วมมือแน่นอนครับ





ข่าวอื่นๆ