ข่าว

01 ส.ค. 2555
อภิสิทธิ์ ติรัฐบาลแก้ปัญหาไม่สุด สร้างบรรยากาศหวาดระแวงในการประชุมสภาฯ
(1 ส.ค. 55) นาย
“แน่นอนนะครับ เราอยู่ในภาวะที่มีความกังวลอยู่แล้วในเรื่องของสถานการณ์ใน 3 จังหวัดภาคใต้ จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แล้วก็เมื่อคืนนี้ก็เกิดอีก 1 เหตุการณ์ผมคิดว่าทุกคนก็มีความเป็นห่วงเป็นใย สถานการณ์แล้วก็พี่น้องประชาชนในทั้ง 3 จังหวัด
แล้วก็อยากจะยืนยันนะครับว่า ผมคิดว่า นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลในขณะนี้ จำเป็นที่จะต้องมาทบทวนหลายสิ่งหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง ผมไม่ได้บอกว่า นโยบายที่เป็นนโยบายทางการ คือนโยบายที่ทาง สมช. (สภาความมั่นคงแห่งชาติ) ได้ดำเนินการร่างแล้วก็มีการนำเสนอต่อที่ประชุมของสภา ได้รับทราบนั้น เป็นนโยบายที่ไม่ดีนะครับตรงกันข้ามนั้นผมคิดว่า กรอบยุทธศาสตร์และนโยบายตรงนั้นเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่อยากจะให้ทบทวนก็คือว่า การปฏิบัติตามแนวทางอย่างนั้นขณะนี้ทุกกลไกได้เดินตามนั้นหรือไม่
เมื่อวานนี้ผมก็ยังมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้สังเกตการณ์ นักวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ภาคใต้ ก็ยังยืนยันว่าขณะนี้มันยังมีความจำเป็นที่ต้องซักซ้อมทำความเข้าใจให้ทุกหน่วยงานนั้นเดินตามนโยบายหรือกรอบนโยบายตรงนั้น หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลมันก็มีการเปลี่ยนแปลงบุคลากรค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะแม้กระทั่งใน สมช. เองขณะนี้ หลายคนซึ่งเคยมีโอกาสได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับภาคใต้ในขณะนี้ ก็ไม่ได้รับโอกาสในการทำงานต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นก็อยากให้รัฐบาลได้ให้ความสนใจ แล้วก็ใส่ใจในการที่จะเข้ามาดูเรื่องนี้ครับ”
ในสมัยรัฐบาลที่แล้ว ก็ได้มีการวางระเบียบ ขั้นตอนการปฏิบัติงานเอาไว้ แต่หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแล้ว ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป หรือมีการนำนโยบายใหม่เข้ามาใช้
“คือถ้าเทียบกับตอนปี 44 สมัยคุณทักษิณ คงยังไม่ถึงรุนแรงถึงขั้นนั้น เพียงแต่ว่าความเข้าใจและความยอมรับในแนวทางของการแก้ปัญหาที่ถูกกำหนดอยู่ในตัวกฎหมาย และตัวนโยบายนั้น ผมคิดว่า มันมีการเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเมื่อมีการเปลี่ยนบุคลากร ตั้งแต่ ศอ.บต. ไล่จนมาถึงผู้ที่ทำงานอยู่ใน สมช. ตรงนี้ครับ เป็นจุดที่เป็นปัญหาที่ผมคิดว่าควรจะต้องได้รับการดูแลแก้ไขคลี่คลาย แล้วก็ ก็พูดตรงนะครับ ยังกลับไปอยู่ที่จุดที่ว่า บทบาท แล้วก็แนวคิดของคุณทักษิณ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ที่เข้ามาตั้งแต่ต้นปีนั้น ก็เป็นอุปสรรคปัญหาด้วยครับ”
ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ขึ้น ที่ รร.ซีเอส ปัตตานีวานนี้ หากไปดูเหตุการณ์ รร.ลีการ์เดนท์ หาดใหญ่ เกิดขึ้นในวันที่ 31 มี.ค. จากทั้ง 2 เหตุการณ์ที่ใช้วันสุดท้ายของเดือน มันมีนัยยะอะไรหรือไม่ หรือเป็นช่วงเวลาที่เป็นช่องว่างของเจ้าหน้าที่หรืออย่างไร
“ผมว่าเราคงไม่สามารถจะตอบตรงนั้นได้อย่างแน่ชัดหรอกครับ มันอาจจะเป็นเหตุบังเอิญก็ได้ หรือไม่เป็นเหตุบังเอิญก็ได้นะครับ เพราะว่าเราไม่มีข้อมูลตรงนี้ แต่ว่าผมคิดว่าสิ่งที่เราต้องระมัดระวังนั้น เพราะว่าความจริงผมจำได้ว่า วัน 2 วันนี้ก็มีคนที่อยู่ในฝ่ายเจ้าหน้าที่หรือรัฐบาลออกมาให้สัมภาษณ์ทำนองว่า เหตุการณ์คล้าย ๆ มันจะเกิดซ้ำในจังหวัดเดียวกัน มันจะทิ้งช่วงอะไรอย่างนี้ ว่าพอมันเกิดนราธิวาส แล้วเดี๋ยวมันก็จะไปโผล่ที่โน่น ที่นี่ แล้วก็อาจจะเกิดมีความรู้สึกว่า ปัตตานีเพิ่งเกิดเหตุไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องเป็นประเด็นที่ต้องระมัดระวัง แล้วก็แน่นอนนะครับ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา รัฐบาลเองก็พูดถึงเรื่องปัญหาการข่าว ก็ต้องมีการทำตรงนี้อย่างต่อเนื่อง
หัวใจสำคัญนั้น ที่จริงรัฐมนตรีกลาโหมก็พูดเรื่องนี้นะครับว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่ความร่วมมือของประชาชน ดังนั้นตรงนี้มันต้องไปหาช่องทางว่าทำอย่างไร เราจะได้รับความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนมากขึ้น ซึ่งหมายความว่าต้องให้ความมั่นใจเขา แล้วก็ให้การสนับสนุนเขาในสิ่งที่จะมาร่วมมือกับทางรัฐ”
ค่อนข้างเป็นที่ชัดเจนว่า รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์นั้น ไม่มีใครอยากติดตาม หรือรับผิดชอบต่อสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จนกระทั่งวานนี้นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุม แล้วเสนอให้มีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการณ์ขึ้นใน กอ.รมน. เพื่อแก้ปัญหาไฟใต้ ตรงนี้คิดว่าเป็นแนวทางการแก้ปัญหาที่ถูกต้องแล้วหรือยัง
“จริง ๆ แล้ว กลไกที่จะเข้ามาดูแลแก้ปัญหาภาคใต้ เราได้มีกฎหมายฉบับใหม่ออกมา ซึ่งมันมีงานระดับชาติ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานรับผิดชอบอยู่แล้ว อยู่ในกรุงเทพฯ อยู่แล้ว บูรณาการงานทั้งทางด้านการพัฒนา แล้วก็ทางด้านความมั่นคงเข้าด้วยกัน เพราะฉะนั้นกลไกตรงนี้มันไม่ได้ขาด แต่การติดตาม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือการไปติดตามสัมผัสกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างหาก ที่จะเป็นตัวที่จะทำให้นโยบายหรือยุทธศาสตร์ต่าง ๆ นั้นประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นแนวคิดที่บอกตั้งกองบัญชาการส่วนหลังอะไรนั้น ที่คุณเฉลิม พูดมาสักระยะหนึ่งแล้ว จริง ๆ มันไม่ได้ตอบโจทย์
ผมก็ยังมองว่า ตรงนี้ตั้งขึ้นมาจะเป็นเพียงการพยายามบอกว่าได้มีการตอบสนอง หรือปฏิกิริยาต่อปัญหาที่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง ผมอยากให้นายกฯ สั่งการให้มีกลไกของฝ่ายนโยบายที่จะเข้าไปดูแล สภาพในพื้นที่จริง ๆ ซึ่งก็จะต้องทำงานกับ ศอ.บต. ทำงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องครับ”
ถ้าพูดถึงตามกฎหมายโดยกลไกแล้ว นายกรัฐมนตรีเป็นผอ. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) อยู่แล้วใช่หรือไม่
“ด้วยครับ แต่ กอ.รมน. ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งด้วยนะครับ เพราะว่าในการแก้ปัญหาจังหวัดชายใต้ภาคใต้นั้น ก็พูดถึงตัว ศอ.บต. ที่เป็นโครงสร้างใหม่ตามกฎหมายด้วยครับ การประสานงานการติดตามดูแลกลไกในพื้นที่ แล้วก็ความเข้าใจของทุกหน่วยงานที่จะต้องดำเนินการตามยุทธศาสตร์ กับนโยบายที่ได้เคยมีการแจ้งสภาไว้”
คิดอย่างไรกับในขณะที่เกิดเหตุระเบิดที่ รร.ซีเอส ปัตตานีอยู่นั้น ทางด้านพรรคร่วมรัฐบาลมีงานเลี้ยงฉลองที่ รร. มิราเคิล แกรนด์ และมีการร้องเพลงสุขกันเถอะเรา
“ผมก็คงไม่อยากจะไปพูดอะไรมาก แต่ว่าก็อยากให้นายกรัฐมนตรีระมัดระวังนะครับ ในเรื่องของภารกิจต่าง ๆ ว่าอย่าให้มันเกิดกระทบความรู้สึกในเรื่องที่เป็นความละเอียดอ่อนของสถานการณ์เท่านั้น”
มาถึงเรื่องเศรษฐกิจขณะนี้ภาคเอกชน, นพ.ประเวศ วะสี, นายทนง พิทยะ, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รวมไปถึง สถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา ออกมาแสดงความเห็นนั้น มีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร
“ผมอยากให้รัฐบาลนั้นได้รับฟังแนวคิดแล้วก็ความเห็น และการวิพากษ์ วิจารณ์ ซึ่งพูดจริง ๆ แล้วประเด็นหลัก ๆ มันก็ไปในทิศทางเดียวกัน แน่นอนผมคงไม่กล้าที่จะไปบอกหรอกครับว่า รัฐบาลจะต้องเชื่อทั้งหมด แต่ผมคิดว่ารัฐบาลจำเป็นจะต้องเอาข้อคิดเหล่านี้ไปทบทวนแนวทางการทำงานของรัฐบาลในเรื่องเศรษฐกิจ อย่าลืมว่าเราก็เพิ่งคุยกันไปว่า นายกฯ นั้นเคยประเมินว่าหลังมิถุนา ทุกอย่างจะดีขึ้น จะด้วยเหตุว่า น้ำท่วมคลี่คลาย โรงงานต่าง ๆ กลับมาผลิตได้เหมือนเดิม ไปจนถึงอาจจะคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ว่าสุดท้าย มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น
ขณะเดียวกันนั้นการเตือนของหลาย ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับตัวนโยบายและทิศทางนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเฉพาะเรื่อง อย่างเช่นกรณีของการจำนำข้าวที่เราก็คุยกันแล้ว คุยกันอีก แล้วก็ทิศทางของประชานิยมในภาพรวม ซึ่งจะส่งผลต่อสถานะทางการเงินการคลังของประเทศ ตรงนี้แหละครับที่ผมคิดว่าอยากให้รัฐบาลได้รับฟัง เรายังไม่เคยได้ยินจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือว่าหัวหน้าทีมเศรษฐกิจออกมาแสดงความคิดเห็นต่อข้อวิพากษ์ วิจารณ์ หรือต่อข้อคิดต่าง ๆ เหล่านี้ที่มีการให้มานั้น รัฐบาลจะมีการตอบสนองอย่างไร ถ้าเห็นว่ามันมีเหตุมีผล จะมีการดำเนินการอย่างไร ถ้าเห็นว่า รัฐบาลมีข้อมูลที่ดีกว่าอะไรก็เอาเหตุผลมาในการที่จะชี้แจง แต่เราไม่ได้ยินนะครับ
พร้อม ๆ กันไปนั้น เมื่อวานเราก็เพิ่งคุยกันนะครับว่า การตอบสนองต่อข้อเรียกร้องหรือการทำงานร่วมกับภาคเอกชนนั้นก็อยากทำงานให้เป็นระบบ เมื่อวันจันทร์ที่มีการประชุม ครม. ก็อย่างน้อยมี 1 เรื่อง ที่ผมเคยพูดในรายการนี้ ซึ่งขณะนี้มีการดำเนินการไป ก็คือเรื่องภาษีของทางธุรกิจอัญมณี ซึ่งผมก็เคยบอกว่า มาตรการนี้ความจริงมันหมดอายุมาตั้งแต่ต้นปี ความจริงรัฐบาลก็น่าจะต้องต่อตั้งแต่ต้นปี แต่ว่าล่าช้ามา ก็เอาละอย่างน้อยได้ดำเนินการไปแล้ว
ผมคิดว่ามันจะมีประเด็นในลักษณะแบบนี้ ที่เกี่ยวข้องกับอีกหลายอุตสาหกรรมที่อยากให้ไปทำในการที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยน แล้วก็นำมาสู่การปรับปรุงนโยบาย หรือมาตรการที่จะเป็นการช่วยให้ภาคเอกชนนั้นสามารถที่จะรับมือกับสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน แล้วก็สถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศด้วย”
มีความเห็นอย่างไรในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการต่อภาษีอัญมณี ที่จะสอดคล้องกับที่นายทนง พิทยะ พูดหรือไม่ว่า ต่อรองทุกโครงการทุกขั้นตอนทำให้การอนุมัติอะไรต่าง ๆ นั้นเกิดความล่าช้า
“คือ เราก็หวังว่ามันไม่เป็นอย่างนั้นนะครับ แล้วก็ต้องย้ำนะครับว่าวันนี้รัฐบาลไม่ควรประมาท ขณะนี้ต้องยอมรับว่า ตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวนั้นมันบ่งบอกถึงปัญหาเศรษฐกิจที่จะกระทบกับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ขอให้รัฐบาลได้เอาใจใส่ในเรื่องนี้แล้วก็พยายามที่จะเดินหน้าในการที่จะปรับแนวทางนโยบายต่าง ๆ ให้มันสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ซึ่งหลายเรื่องนั้นก็อย่างที่บอกว่า มันกลายเป็นเรื่องของการเมืองบ้าง มันกลายเป็นเรื่องของผลประโยชน์บ้าง ซึ่งทำให้เราไม่ได้นโยบายที่ดีที่สุดสำหรับประเทศชาติบ้านเมือง”
มีน้อยครั้งมากที่นักธุรกิจ และภาคเอกชน จะออกมาวิพากษ์ วิจารณ์นโยบาย หรือผลกระทบเชิงนโยบายของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาเท่ากับครั้งนี้ และการที่ออกมาในลักษณะนี้มันสะท้อนอะไรหรือไม่
“ผมว่ามันก็เป็นการสะท้อนว่าปัญหาทั้งระยะสั้น ระยะยาว ถ้าฟังจากคำวิจารณ์แล้ว มันทำให้เกิดความกังวลกันมากขึ้น ทั้งในภาคเอกชน แล้วก็ในหมู่พี่น้องประชาชน แน่นอนถ้าเกิดภาวะทุกอย่างมันดี ก็คงจะไม่มีเสียงออกมาทำนองนี้ ขณะเดียวกันนั้นถ้าหากว่ามันไม่มีตัวอย่างของความล้มเหลว หรือความเสียหายอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจในหลาย ๆ ประเทศในโลก ซึ่งเกิดขึ้นจากปัญหาประชานิยม หรืออะไรก็ตาม ก็คงไม่มีใครออกมาต้องเตือนกันดังๆ อย่างนี้ แต่นี่เราเห็นปัญหาทั้งในปัจจุบัน เราเห็นปัญหาในต่างประเทศ ซึ่งอาจจะกลายเป็นอนาคตของเราได้ เราก็จำเป็นที่จะต้องมีการสะท้อนสิ่งเหล่านี้ออกมามากขึ้น
ผมก็ถึงอยากให้รัฐบาลนั้นเปิดใจกว้างนะครับ อย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องการเมือง แล้วก็ตั้งหลักนะครับว่า ตอนนี้ความท้าทายในเรื่องของการบริหารเศรษฐกิจมันมีมาก ขอให้ให้ความสำคัญกับตรงนี้ และนี่ก็เป็นเหตุผลที่เราก็เรียกร้องด้วยว่า ทำไมประเด็นปัญหาความขัดแย้งเรื่องร้อน ๆ ในทางการเมืองนั้นไม่หยุดพักไว้เสียก่อน แล้วมาเดินหน้าในเรื่องของการแก้ปัญหาตรงนี้”
ตอนนี้เรื่องเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศต้องถือว่าอาการหนักใช่หรือไม่
“ถือว่าน่าเป็นห่วงครับ ใช้คำนี้ก็แล้วกันครับ”
การที่รองนายกรัฐมนตรี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจในการออกมาแสดงความไม่เข้าใจถึงสาเหตุที่มีการออกมาพูดเรื่องการจำนำข้าวเป็นอันมาก ทั้ง ๆ ที่โครงการดังกล่าวยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย จะทำให้เป็นเรื่องการเมืองหรืออย่างไรนั้น มองในเรื่องนี้อย่างไร
“มันไม่ได้มีเรื่องการเมืองอะไรสลับซับซ้อนนะครับ มันเป็นเรื่องข้อเท็จจริง ประการแรก มันถึงจังหวะเวลาที่จะต้องมีการมาทบทวนว่า ในฤดูกาล การผลิตต่อไปนั้นจะเดินหน้านโยบายนี้หรือไม่ นั่นก็เป็นธรรมดาที่ต้องมีการประเมิน
ประการที่ 2 ก็มีแต่ท่าน รองกิตติรัตน์ นี่แหละครับ ที่ถกเถียงกับคนอื่นมาตลอดว่า เขาก็วิเคราะห์ตรงกันหมด แล้วเวลานี้ทั่วโลกเขาก็วิเคราะห์ตรงกันหมดว่านโยบายที่เดินไปอย่างนี้มันไม่ต้องรอหรอกครับว่าจะขายข้าวเมื่อไหร่ มันเห็นอยู่แล้วว่า ความขาดทุน ความเสียหายนั้นมันจะเกิดขึ้นอย่างไร แล้วก็ที่สำคัญนะครับ มันไม่ใช่นักวิชาการฝ่ายค้านอย่างเดียว หน่วยงานของรัฐที่เขาปฏิบัติ ก็คือ ธกส. ซึ่งเขามีภาระในเรื่องนี้ เขาเป็นคนพูดเอง
เพราะฉะนั้นผมว่าท่านน่าจะเข้าใจได้ง่าย ๆ นะครับว่า ทำไมมันเกิดเรื่องขึ้น ผมว่ายอมรับความจริง แล้วก็มาตั้งหลักดีกว่าครับว่า จะต้องปรับปรุงนโยบายตรงนี้กันอย่างไร”
ต่อเนื่องในวันนี้ที่จะมีการเปิดสมัยประชุมสภาเป็นครั้งแรก และวานนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้มีการประชุมสส. ไปแล้ว และมีข้อสรุปอย่างไรบ้างที่จะมีผลต่อการประชุมสภาฯ ในสมัยการประชุมนี้
“เมื่อวานก็มีการประชุมวิป แล้วก็มาประชุม สส. ในช่วงบ่ายนะครับ เราก็รับทราบว่าทางรัฐบาลนั้น ข้อแรกก็คือว่า มันไม่มีวาระในเรื่องของกฎหมาย 4 ฉบับ กฎหมายล้างผิดในวาระการประชุม เพราะว่าท่านประธานถือว่านัดประชุมเป็นกรณีพิเศษ แล้วท่านก็เอาเรื่องเหล่านั้นออกไปจากระเบียบวาระ
กับ 2 เนื่องจากยังไม่ได้มีการประชุมร่วมของรัฐสภา ยังไม่มีการนัดเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องรัฐธรรมนูญ ก็ยังไม่มีเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ สัปดาห์นี้อย่างน้อยก็สบายใจระดับหนึ่ง ทีนี้เราก็รับทราบต่อไปว่าแนวคิดของรัฐบาลนั้นก็น่าจะชัดเจนแล้วในขณะนี้ก็คือว่า ไม่คิดถอนร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งรัฐธรรมนูญก็ยังเป็นเรื่องที่จะทิ้งคาเอาไว้ ก็จะสอดรับกับช่วงเย็นที่รัฐบาลมีการแถลงออกมาว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา จะชะลอการดำเนินการในเรื่องนี้ คิดว่าในวันนี้ แนวโน้มก็คือรัฐบาลก็คงจะใช้วิธี เพื่อให้เกิดความมั่นใจขึ้นว่ายังไม่มีการพิจารณาเรื่องกฎหมาย 4 ฉบับ ก็จะมีการเสนอญัตติเลื่อนระเบียบวาระอื่นๆ ขึ้นมาไว้ก่อน ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ได้สร้างเอาไว้จากการที่ไปเลื่อนกฎหมาย 4 ฉบับนั้นขึ้นมา
ทีนี้ไอ้การแก้ปัญหาอย่างนี้มันแก้ไม่สุดนะครับ แล้วมันก็ปล่อยให้เกิดความระแวง ความอึมครึมกันอย่างต่อเนื่องต่อไป ผมคิดว่า ถ้ารัฐบาลเข้าใจถึงเจตนารมณ์ในคำวินิจฉัยของศาล แล้วก็รับทราบข้อคิดเห็นของประชาชนที่สะท้อนมาตลอดเวลาขณะนี้ว่า ยังไม่อยากให้เดินหน้าเรื่องเหล่านี้ รวมไปจนถึงการที่กระบวนการของการปรองดองเอง แทนที่จะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นอย่างถูกต้องนะครับ ไม่ใช่แอบไปทำโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็น่าจะเป็นเหตุผลเพียงพอที่รัฐบาลจะทำให้เกิดบรรยากาศที่ดี ในทางการเมือง ในบ้านเมืองเพื่อการที่รัฐบาลจะสามารถเดินหน้าแก้ปัญหาต่างๆ ของประชาชนได้ดียิ่งขึ้นด้วย ก็ด้วยการถอนกฎหมายเหล่านี้ออกไป จริง ๆ มันไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ยากเลย แต่กลายเป็นว่าทำให้เรื่องเหล่านี้ยังเป็นปัญหาที่จะต้องมาคอยติดตาม คอยลุ้น คอยถกเถียง คือมันสรุปก็คือว่ามันไม่ได้ช่วยบรรยากาศให้ทุกอย่างมันคลายลงไป”
หากจะวิเคราะห์ว่าเหตุที่รัฐบาลไม่ยอมถอนวาระนี้ออกไป เป็นเพราะเมื่อต้องการจะนำเรื่องนี้กลับมาพิจารณาอีกครั้งจะทำได้ยาก ดังนั้นจึงต้องการให้คาเอาไว้นั้น และหากมีจังหวะเหมาะก็จะเลื่อนขึ้นมาอีก เรื่องนี้มีความเห็นอย่างไร
“ผมคิดว่าการที่เราบอกให้ถอนออกไปนั้น เราไม่ได้บอกกับรัฐบาลนะครับว่า 1. การแก้รัฐธรรมนูญนั้นห้ามทำเลย เราไม่เคยพูดอย่างนั้น แล้วก็มันก็มีความสามารถของรัฐบาลในการที่จะปรึกษาหารือกับทุกฝ่ายว่าจะเดินเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างไร ที่จะสอดคล้องกับแนวทางที่ผมคิดว่าทุกฝ่ายสนับสนุนได้ ก็คือการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูป การจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความปรองดอง เพียงแต่รูปแบบที่เป็นอยู่นี้มันกลายเป็นปมความขัดแย้งไปเสียแล้ว ก็ควรจะมาปรึกษากันใหม่
เช่นเดียวกัน ไม่เคยมีใครปฏิเสธกระบวนการปรองดอง แต่การที่พูดง่ายๆ เอาปรองดองมาบังหน้าการจะล้างผิดให้กับการทุจริต คอร์รัปชั่นของคุณทักษิณนั้นมันเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องไปตั้งหลักกันใหม่ การที่บอกว่าเดี๋ยวเอาเข้ามาใหม่ไม่ได้ ก็อย่าเอาไอ้ประเด็นที่เป็นปัญหาเข้ามาสิครับ เอาประเด็นที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันเข้ามา เช่น ถ้าจะมีเรื่องนิรโทษกรรม ก็อันที่เป็นเรียกว่าความผิดทางการเมืองโดยแท้นั้น ผมว่าก็ไม่มีใครว่าอะไรครับ”
ก็คือทำเฉพาะจุดร่วมเสียก่อน แล้วควรจะแยกวงคุยหรือไม่ ในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ กับเรื่องการสร้างความปรองดอง
“ไม่มีอะไรที่จะต้องไปแข็งตัวหรอกครับ ทุกอย่างก็มีความยืดหยุ่น ในการที่จะให้ทุกฝ่ายนั้นเข้ามาร่วมที่จะแสดงความคิดเห็น”
จากมติของพรรคร่วมรัฐบาลที่จะไม่ถอนวาระนี้ และจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา หากมีจังหวะ หรือโอกาสก็จะนำเรื่องนี้เข้ามาทันที จะทำให้ตลอดสมัยประชุมนี้เป็นอย่างไรต่อไป
“ก็อย่างที่บอกละครับ ต้องมาคอยลุ้น ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นอย่างนี้นะครับ เราควรจะเอาเวลา เราควรจะเอาทรัพยากร เอาพลังงานของเรานั้น มาช่วยกันในการที่จะแก้ปัญหาให้ประชาชนมากกว่าครับ ที่เราคุยกันมาตลอดในช่วงแรก เป็นสิ่งที่หนักอกหนักใจผู้คนในสังคมอยู่ เอาเรื่องนี้เข้ามาเพิ่มให้เป็นปัญหาของสังคมทำไม”
ในการประชุมนัดแรกวันนี้จะมีอะไรเป็นพิเศษหรือไม่
“ผมก็หวังว่าไม่ต้องมีอะไรพิเศษนะครับ หวังว่าจะเป็นไปด้วยความราบรื่น แล้วก็ถ้าสามารถที่จะทำให้รัฐบาลถอนเรื่องร้อน ๆ ออกไปได้ ผมว่า การทำงานของสภา ก็จะได้ราบรื่นครับ”
คิดหรือไม่ว่ารัฐบาลจะเสียหน้ากับคนเสื้อแดงหรือไม่ หากทำตามข้อเสนอของฝ่ายค้านที่ให้ถอนวาระนี้ออกไปก่อน
“มันไม่ใช่เรื่องเสียหน้าหรืออะไรครับ มันเป็นเรื่องของการที่จะให้รัฐบาลเดินหน้าทำงานได้ในบรรยากาศบ้านเมืองที่ดี ซึ่งน่าจะเป็นความต้องการของรัฐบาลนะครับ”
ข่าวอื่นๆ
23/05/2013
ปชป.ชี้ 3 มิ.ย. หากไม่ได้ข้อมูลโครงการกู้เงิน 2ลล. ขู่เลิกสังฆกรรม
23/05/2013
ปชป.ยืนยัน คัดค้านปรองดอง “เฉลิม” ช่วย “ทักษิณ”
23/05/2013
“โฆษก ปชป.” ชี้ มติขยายเวลาปรับขึ้นแก๊ส LPG หวังผลทางการเมือง
23/05/2013
อภิสิทธิ์ยินดีนายกฯ สตรีทรงอิทธิพล และรัฐบาลเป็นแชมป์ในเรื่องการกู้จริงๆ
22/05/2013
อภิสิทธิ์ปฏิเสธ ไม่ใช่หมอดู แต่ฟันธงแม่นแล้ว 2 เรื่อง เพราะอาการของนายใหญ่ขู่เอง