ข่าว

“องอาจ” มองเลื่อนคุยพรรคการเมืองเป็นเรื่องปกติ คาดเลือกตั้ง ก.พ. ปีหน้า
30 พ.ค. 2561

“องอาจ” มองเลื่อนคุยพรรคการเมืองเป็นเรื่องปกติ คาดเลือกตั้ง ก.พ. ปีหน้า


(30 พฤษภาคม 2561) นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 ต่อการที่รัฐบาลจะเลื่อนการเชิญพรรคการเมืองมาหารือเพื่อกำหนดวันเลือกตั้งในเดือนมิ.ย. ออกไปว่า

พรรคประชาธิปัตย์ให้ความร่วมมือกับการพูดคุยกับองค์กรต่างๆ ที่เชิญมาอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่นตอนร่างรัฐธรรมนูญ กรธ. เชิญไปพบปะพูดคุยให้ความเห็น พรรคฯ ก็ไป ตอนที่ กกต. กับรัฐบาลเชิญไปที่สโมสรทหารบก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ และตนก็เป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมประชุมด้วยกับพรรคการเมืองต่างๆ อีกหลายพรรค ตอนที่ทำเรื่องปรองดอง ที่เชิญไปที่กระทรวงกลาโหม ตอนนั้นนายอภิสิทธิ์ก็นำคณะไป

จะเห็นได้ว่าเกือบทุกครั้งที่มีการเชิญพรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมพูดคุยเรื่องต่างๆ เราก็มักจะให้ความร่วมมือ เพราะเห็นว่าการพบปะพูดคุยนั้นเกิดประโยชน์มากกว่า ในการที่เดิมทาง คสช. หรือรัฐบาลจะเชิญไปพูดคุยในเดือน มิย. นั้น เราก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมืออยู่แล้ว เพียงแต่ถ้าเราเห็นหนังสือเชิญ เราจะได้รู้ว่าเราควรจะเอาใครไปพูดคุยด้วย คุยกันเรื่องอะไร จะได้มีความชัดเจน

การพูดคุยครั้งนี้น่าจะเป็นการพูดคุยตามคำสั่งของ คสช. ที่ 53/2560 ในคำสั่งนี้มีข้อสุดท้าย ได้บอกว่า พอร่างกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ก็จะให้ ครม. แจ้ง คสช. เพื่อพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม หรืออาจจะยกเลิกกฎหมาย หรือคำสั่ง คสช. ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการของพรรคการเมือง แล้วจัดทำแผนขั้นตอนทางการเมือง เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไป ดังนั้นการจะดำเนินการอย่างนี้ ในคำสั่ง คสช. 53/2560 ข้อ 8 ก็จะบอกว่าให้หารือกับ กกต. กรธ. ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และช่วงประโยคท้ายก็บอกว่า หรือจะเชิญผู้แทนพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองต่างๆ เข้าหารือด้วยก็ได้ ความหมายตรงนี้ก็คือ

1. ก็ต้องมีกฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อนที่จะมีการหารือ ขณะนี้กฎหมายยังไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพราะฉะนั้นการที่ยังไม่หารือ ก็มองว่าเป็นเรื่องปกติ และการจะเชิญพรรคการเมืองหรือไม่นั้น ในคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 ก็บอกว่าจะเชิญผู้แทนพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองต่างๆ เข้าหารือด้วยก็ได้ นั่นก็คือ หารือด้วยก็ได้ หรือไม่หารือก็ได้ อย่างไรก็ตามการพบปะพูดคุยกับตัวแทนขององค์กรกลุ่มต่างๆ ก็ต้องทำหลังจากที่กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าจะเลื่อนออกไปก็เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้มีอะไร

ต่อการที่วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์เรื่องกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ นายองอาจกล่าวว่า เมื่อตรงนี้ไม่ขัด ทุกอย่างก็ดำเนินการไปตามขั้นตอนของโรดแม็ป ตอนนี้ก็มีเวลา 90 วัน เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ลงพระปรมาภิไธย แล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งอาจจะใช้เวลาไม่ถึง 90 วันก็ได้ แล้วแต่พระราชวินิจฉัย หลังจากนั้น ถือว่ามีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับครบแล้ว ก็ต้องนับ 90 วัน บวกอีก 150 วัน ซึ่งถ้านับไปตามนี้ ใช้เวลาเต็มที่ทุกขั้นตอนก็จะไปตกประมาณเดือน พฤษภาคม 2562 แต่ไม่ได้หมายถึงว่าทุกขั้นตอนต้องใช้เวลาเต็มพิกัด เพราะเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ใช้เวลาภายใน 45 วัน ภายใน 60 เพราะฉะนั้นทุกอย่างก็น่าจะเป็นไปตามนี้

เมื่อถามว่ามีความต่างกันหรือไม่ ระหว่างการเลือกตั้งเดือน กพ. กับเดือน พ.ค. 2562 นายองอาจกล่าวว่า ไม่มีอะไรต่างกันมาก บวก – ลบ 2 – 3 เดือน ก็มีความเป็นไปได้ แต่คิดว่าถ้ายังอยู่ใน ก.พ. 62 ก็ยังอยู่ได้ ตามระยะเวลาที่ให้ไว้

ในส่วนที่มีข่าวเรื่องการตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) นั้น นายองอาจมีความเห็นว่า อดีต ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไปร่วมกับพรรคที่ตั้งใหม่นี้ถือว่ามีจำนวนไม่มาก และ สส. เกือบ 100% ยังอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะอดีต แกนนำ กปปส. เดิม ซึ่งคนทั่วไปก็มองว่าพรรคที่ตั้งใหม่นี้เป็นพรรค กปปส. ตนก็อยากบอกว่าอดีต แกนนำ กปปส. 8 – 9 คน ส่วนมากก็ยังอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ และตั้งใจจะลงสมัคร ส.ส. ในนามพรรคประชาธิปัตย์อยู่ ส่วน ส.ส. อื่นที่ไม่ใช่แกนนำ กปปส. เกือบ 100% ก็มายืนยันการเป็นสมาชิกพรรค แม้มีบางคนที่ยังไม่มา เพราะติดเรื่องไปบวช แต่เมื่อมีการปลดล็อคทางการเมืองแล้ว ตนก็คิดว่าคนเหล่านี้ก็จะกลับมาเป็นสมาชิกพรรค

เพราะฉะนั้นในส่วนของพรรคฯ เองก็ต้องบอกว่า อดีต ส.ส. ที่จะย้ายไปอยู่กับพรรคใหม่ก็ไม่มาก เกือบจะ 100% ก็ยังอยู่กับเรา แต่ก็ต้องยอมรับว่าเวลามีพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา พรรคการเมืองเก่าก็คงต้องกระทบกระเทือนบ้าง แต่ถามว่ามากหรือไม่ ตนก็คิดว่าไม่มาก และโดยภาพรวมก็ไม่มีอะไรน่าหนักใจ

ทั้งนี้นายองอาจยังระบุอีกด้วยว่าพรรคฯ เตรียมรับมือสำหรับการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ว่า
1. เราก็ต้องหาบุคลากรที่มีความเหมาะสมลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตนั้นๆ
2. สร้างความเข้าใจให้กับสมาชิกที่อาจจะเอนเอียงไปกับอดีต ส.ส. ที่ย้ายไปอยู่พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่ ว่าทำอย่างไรที่เขาควรจะให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป ซึ่งเท่าที่ดูแล้วสมาชิกพรรคส่วนมากก็จะเข้าใจ และส่วนมากก็ยังยืนยันว่าจะให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป
3. ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง จะมีพรรคใหม่เกิดขึ้นตลอด เพราะฉะนั้นก็ย้ำเตือนพวกเราอยู่ตลอดเวลาว่าเราต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้น เพราะเมื่อมีพรรคใหม่เกิดขึ้น คนก็มีทางเลือกเพิ่มขึ้น ถ้าเราไม่ทำงานหนัก โอกาสก็จะไม่เพิ่มขึ้น
4. เราก็ต้องเสนอความหวัง ทางออกให้กับประชาชนให้มีความชัดเจน ตอบโจทย์ปัญหาพี่น้องประชาชนได้

ตามที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส มีข้อเสนอให้ 4 พรรคการเมืองจับมือกันนั้น นายองอาจมองว่า การจะมารวมตัวกันก็ต้องดูว่าเรามีแนวทางที่สอดคล้องต้องกันทุกเรื่องหรือไม่ ไม่ใช่มารวมตัวกันบางเรื่อง ทำให้ดูทะแม่งๆ ยกตัวอย่างในต่างประเทศ ก่อนเลือกตั้งถ้ามีพรรคการเมืองรวมตัวกัน ก็จะมีลักษณะที่เป็นเสรีนิยมเหมือนกัน เป็นสังคมนิยมเหมือนกัน หรือใกล้เคียงกัน แต่โดยทั่วไปการรวมตัวลักษณะนี้ก็ไม่ค่อยเกิดขึ้น แต่ละพรรคการเมืองก็นำเสนอให้พี่น้องประชาชนในการเลือกตั้งไป ประชาชนจะได้มีทางเลือกที่หลากหลายว่าจะสนับสนุนพรรคการเมืองไหนอย่างไร ส่วนการเลือกตั้งก็ต้องมาดูว่าผลการเลือกตั้งเป็นอย่างไร แล้วเราค่อยมาดูกันอีกที

ส่วนการที่มีพรรคการเมืองใหม่ๆ มาเป็นทางเลือก จะเป็นการตัดคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์นั้น  นายองอาจกล่าวว่า เรื่องตัดคะแนนตนไม่ค่อยวิตกกังวลเท่าไหร่ในเรื่องนี้ เพราะเชื่อว่าแต่ละพรรคก็มีแนวทางของตนที่จะนำเสนอต่อประชาชน และแต่ละพรรคก็มีจุดเด่นของแต่ละพรรค ประชาชนเป็นคนเลือก ประชาชนเป็นคนตัดสินใจ เวลาเลือกตั้งอำนาจอธิปไตยอยู่ในมือประชาชน ประชาชนเป็นคนกำหนดว่าจะเลือกผู้สมัครคนไหน เลือกพรรคการเมืองใด เขาจะคิดไตร่ตรองและลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ดังนั้นการจะตัดคะแนนหรือไม่ตัดคะแนนนั้น จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าวิตกกังวลอะไร หลักสำคัญคือเราก็ต้องพยายามแข่งขันกับตัวเอง เป็นหัวใจสำคัญ

ต่อกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคอนาคตใหม่ ประกาศจุดยืนพรรคจะฉีกรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560 นั้น นายองอาจกล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าความหมายฉีกรัฐธรรมนูญนี้ไปไกลถึงขั้นไหน แต่เข้าใจว่าผู้พูดเรื่องนี้คงไม่ได้หมายถึงว่าจะเป็นผู้นำการรัฐประหาร แล้วฉีกรัฐธรรมนูญ คงไม่ใช่อย่างนั้น เข้าใจว่าคงต้องการเปลี่ยนแปลงแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมากกว่า ซึ่งการเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ของประชาชนคนไทยด้วย ไม่ใช่แค่สิทธิ์ของนักการเมือง เพราะประชาชนคนไทย 5 หมื่นคน ถ้าเข้าชื่อรวมกันก็มีสิทธิ์ที่จะยื่นญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้อยู่แล้ว ส่วนทาง ส.ส. หรือ ส.ว. ก็มีสิทธิ์ที่จะยื่นแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้เช่นกัน




ข่าวอื่นๆ