ข่าว

“องอาจ” หวั่นเกิดกลุ่มการเมืองเพิ่ม หากกลุ่มสามมิตรใช้ตรรกะบิดเบี้ยว
15 ส.ค. 2561

“องอาจ” หวั่นเกิดกลุ่มการเมืองเพิ่ม หากกลุ่มสามมิตรใช้ตรรกะบิดเบี้ยว


(15 สิงหาคม 2561) นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมา ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 ต่อกรณี ประเด็นเกี่ยวกับกระบวนการสรรหา ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า ควรเป็นเรื่องของ กกต. แม้เห็นว่าวันนี้ สนช. จะไม่เดินหน้าต่อแล้ว แต่คงต้องดูความชัดเจนอีกที เพราะตราบใดที่ร่างกฎหมายยังอยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หากตราบใดที่ยังไม่มีการถอนออกมาก็ยังถือว่ายังเดินหน้าต่อไปได้ คงต้องดูตรงนั้นต่อ

“ในทางปฏิบัติคิดว่าเมื่อ กกต. ชุดเก่าได้ดำเนินการมาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ก็คือ กฎหมายกกต. ที่สนช. เป็นผู้ทำคลอดออกมา เมื่อเรามองย้อนกลับไปพบว่า กกต. ชุดเก่าทำมาตั้งแต่เดือนเมษายน ได้ออกระเบียบเกี่ยวกับการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้ง และได้พิจารณาไปตามระเบียบ จนกระทั่งได้รายชื่อมาแล้ว 616 ชื่อ โดยตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาความเหมาะสม เมื่อมี กกต.ชุดใหม่ออกมา ดังนั้น กกต. ชุดใหม่ก็ควรเดินหน้าต่อไปตามนี้ หากเห็นว่าระเบียบควรมีการปรับปรุงแก้ไขอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ กกต. ชุดใหม่ สามารถดำเนินการได้ ไม่จำเป็นต้องไปถึงขั้นแก้กฎหมาย” นายองอาจกล่าว

ต่อคำถามว่าล่าสุดได้มีการแต่งตั้ง กกต. ชุดใหม่แล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไรนั้น นายองอาจกล่าวว่า เมื่อมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ กกต. ชุดใหม่ 5 คนแล้ว กกต. ชุดเก่าก็ต้องหลุดจากอำนาจหน้าที่ แต่ข้อกังวลเรื่องการคัดสรรผู้ตรวจการเลือกตั้งนั้นเกิดขึ้นในช่วงที่ สนช. ไปยื่นร่างของแก้ไข การที่ สนช. ให้เหตุผลว่า กกต.ชุดเก่าไม่ควรทำเรื่องการร่างผู้ตรวจการเลือกตั้ง ควรรอ กกต. ชุดใหม่นั้น ตนมองว่าเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เพราะกฎหมายระบุว่าเมื่อใครเป็น กกต. ก็ต้องทำงานไป ขณะที่กฎหมายไม่ได้บอกให้กกต. ชุดเก่ารักษาการ แต่ให้ระบุให้ทำหน้าที่เป็น กกต. ไปจนกว่าจะมีชุดใหม่ ดังนั้นอะไรที่กฎหมายระบุให้เป็นงานที่ กกต. ต้องทำ เขาก็ต้องทำไป แต่เมื่อเขาทำแล้ว สนช. บอกให้รอชุดใหม่ จะรู้ได้อย่างไรว่าชุดใหม่จะมาเมื่อไหร่ ซึ่งเขาก็ทำมาตั้งแต่เดือนเมษายน  

ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งที่ สนช. พยายามอธิบายว่าการคัดสรรอาจจะมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือมีคนของฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในการเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้งนั้น นายองอาจมองว่าถ้าเรามีหลักฐาน มีข้อมูล ก็สามารถส่งให้ กกต. ได้ ไม่ว่าจะเป็น กกต. ชุดเก่า หรือชุดใหม่ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของรายบุคคล ไม่ใช่เรื่องของหลักการ ซึ่งหากการคัดสรรมา ได้คนที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม หรือไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม ไม่เป็นกลางทางการเมือง ก็สามารถยื่นเรื่องให้ กกต. ไม่ว่าจะเป็นชุดเก่า หรือชุดใหม่ ก็สามารถพิจารณาได้ และหากยังตั้งคนๆ นั้นอยู่ต่อไป สังคมก็จะยิ่งตรวจสอบ กกต. มากขึ้นได้

ต่อคำถามว่าจะกระทบโรดแม็บการเลือกตั้งหรือไม่ นายองอาจกล่าวว่า ยังไม่ได้กระทบทันที แต่จะกระทบโรดแม็บก็ต่อเมื่อ สนช. ยืนยันจะเดินหน้าแก้ไขกฎหมายต่อไป ตอนนี้เวลาการแก้ไขอาจจะยังไม่กระทบโรดแม็บ แต่สมมติว่าเมื่อแก้ไขกฎหมายเสร็จแล้ว มีคณะกรรมการในการพิจารณาสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งออกมา ก็ต้องไปดูตรงนั้น เพราะหลักเกณฑ์ที่ออกมาคราวนี้จะถูกใส่ไว้ในกฎหมายเลย ไม่ใช่เป็นระเบียบ และเมื่อดูจากร่างแก้ไข พบว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา และเมื่อดูระยะเวลาว่าจะกระทบโรดแม็บหรือไม่นั้น ก็ต้องดูว่าระยะเวลาที่ชุดเก่าทำคลอดผู้ตรวจการเลือกตั้งออกมาตั้งแต่เดือนเมษายน เป็นเวลา 4 เดือน และหากเอาเวลาขณะนี้เป็นหลัก โรดแม็บก็อาจจะต้องเขยิบไปอีก 4 เดือนคร่าวๆ

นายองอาจกล่าวถึงการที่กลุ่มสามมิตรออกมาระบุว่า หากใครที่เห็นว่าเสียเปรียบสามมิตร ก็สามารถออกเดินสายอย่างสามมิตรได้นั้นว่า เรื่องนี้ถ้าเราใช้ตรรกะนี้ ก็ต้องระมัดระวัง เพราะเดี๋ยวก็จะมีกลุ่มการเมืองอีกเยอะแยะที่อยากจะทำกิจกรรมทางการเมือง แล้วใช้ตรรกะนี้มาทำกิจกรรมทางการเมือง ขณะนี้คำว่าทำกิจกรรมทางการเมืองก็ยังไม่มีใครออกมาให้คำจำกัดความว่ามากน้อยแค่ไหนอย่างไร หากการทำกิจกรรมทางการเมืองนั้นทางผู้มีอำนาจมองว่าไปกระทบกับความมั่นคง แล้วจะให้คำตอบกับสังคมว่าอย่างไร

“ถ้าเราเริ่มต้นด้วยตรรกะลักษณะนี้ก็ต้องระมัดระวังผลที่จะตามมาด้วย ผมคิดว่าเรื่องนี้เราตรงไปตรงมาดีกว่า ทุกคนก็รู้ว่ากลุ่มสามมิตรเป็นกลุ่มการเมืองที่พร้อมจะแปรสภาพเป็นพรรคการเมือง และประกาศสนับสนุนนายกฯ ประยุทธ์ แม้นายกฯ ประยุทธ์จะบอกว่าไม่รู้จักก็ตาม ผมคิดว่าในทางกฎหมายพรรคการเมือง ท่านอาจจะยังไม่เข้าข่ายกฎหมายพรรคการเมือง เพราะยังไม่ได้เป็นพรรคการเมืองแต่ คำสั่งห้ามของ คสช. นั้นไม่ได้มีแค่พรรคการเมือง แต่ห้ามบุคคลใดก็ตามที่มาชุมนุมกันเกิน 5 คน ที่ทำกิจกรรมที่ส่อไปในทางการเมืองด้วย เพราะฉะนั้นถามว่าการที่กลุ่มสามมิตรเดินทางไปหานักการเมืองเก่าๆ ในหลายจังหวัด ผมถามว่าโดยสามัญสำนึกของคนทั่วไป มีความรู้สึกว่าเขาไปช้อปปิ้ง หรือว่าไปทำกิจกรรมส่วนตัวหรือ ผมคิดว่าใครก็มองออกว่าไปทำกิจกรรมทางการเมืองรูปแบบหนึ่ง คือไปเชิญชวนคนมาเข้ากลุ่มของตัวเอง ภาษาปัจจุบันเรียกว่าไปดูด เพราะนั้นจึงควรตรงไปตรงมา อย่าไปใช้ตรรกะที่บิดเบี้ยวไป เพราะเมื่อกลัดกระดุมเม็ดแรกผิด มันจะผิดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นงูกินหาง แล้วก็จะเกิดผลเสียหายกับผู้มีอำนาจเอง” นายองอาจกล่าวและว่า

“คนที่เขาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอยู่แล้ว ก็ควรที่จะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต่อไป และดำเนินการให้ถูกต้องในฐานะที่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ปฏิบัติตามกฎหมายพรรคการเมือง ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ กติกาของบ้านเมืองที่ถูกต้อง เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี มากกว่าที่จะบอกว่าใช้ช่อง ใช้รูทางกฎหมาย ไปทำในสิ่งที่ไม่ควรกระทำ และเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีด้วย มันไม่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม และไม่เกิดผลดีต่อทางการเมือง”

“ผู้คนก็เห็นสภาพการเมืองอย่างนี้ แล้วผมคิดว่ามันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการพัฒนาการเมือง หรือปฏิรูปการเมืองเลย แต่กลับเป็นภาพลบมากกว่า นักการเมืองเองก็ต้องช่วยกันด้วย อย่าให้สิ่งเหล่านี้เป็นภาพจำของประชาชนในทางลบต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งมันไม่เกิดประโยชน์ต่อทางการเมือง และต่อประเทศชาติบ้านเมืองของเราโดยรวม เพราะเรากำลังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้ง เราจะอยู่กันในระบอบประชาธิปไตย เราก็ควรให้ประชาชนเห็นว่าในระบอบประชาธิปไตยนี้ มันเป็นความหวัง ทำกันอย่างตรงไปตรงมา ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม”

ทั้งนี้นายองอาจยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ทางพรรคประชาธิปัตย์ทำในสิ่งที่กฎหมายให้ทำได้ ไม่ขัดต่อกฎหมาย เรื่องที่สำคัญที่เราคุยกันมากก็คือเรื่องการทำนโยบาย โดยเฉพาะเรื่องที่จะทำอย่างไรให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าเราสามารถจะเป็นที่พึ่งที่หวังในการทำงานตอบโจทย์ของประเทศชาติบ้านเมือง ตอบโจทย์ของสังคม และช่วยแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนได้ โดยเรื่องสำคัญที่สุดคือเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง สินค้าการเกษตรตกต่ำ เป็นเรื่องที่เราพูดคุยและเตรียมการพอสมควร ถ้าเรามีโอกาสทำงานเป็นรัฐบาลเราก็ต้องเข้ามาเร่งแก้ไขเรื่องเหล่านี้




ข่าวอื่นๆ