ข่าว

“ชาญชัย” ค้านแก้ พรบ.ร่วมทุน ส่อเอื้อกลุ่มทุนใหญ่ล็อคสเปคผูกขาดโครงการรัฐ
29 ธ.ค. 2561

“ชาญชัย” ค้านแก้ พรบ.ร่วมทุน ส่อเอื้อกลุ่มทุนใหญ่ล็อคสเปคผูกขาดโครงการรัฐ


29 ธ.ค. 2561 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส. นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวคัดค้านการแก้ไขพระราชบัญญัติการร่วมทุนและเอกชนฉบับปี พ.ศ. ... ที่กำลังเข้าสู่การพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า เจตนารมณ์ของการร่าง พ.ร.บ.การร่วมลงทุนของรัฐและเอกชนตั้งแต่ฉบับแรก เมื่อ พ.ศ. 2535 มีเจตนาเพื่อป้องกันการให้สัมปทานหรือให้สิทธิ์แก่เอกชน หรือการร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชนปัจจุบัน อาทิ การคำนวณเป็นมูลค่าทรัพย์สิน ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง หรือทรัพยากรธรรมชาติ เช่น คลื่นความถี่ หรือวงโคจรดาวเทียม ซึ่งเป็นสิทธิ์ของประเทศไปดำเนินการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง โดยใช้หลักเกณฑ์การลงทุนวงเงินเกิน 1,000 ล้านบาท หรือเกิน 5,000 ล้านบาท เป็นตัวกำหนดนโยบายโดยเอาทรัพย์สิน ที่ดินรัฐ หรือสิทธิของประเทศไทย (วงโคจรดาวเทียมไปหาผลประโยชน์)

 ต่อมาปี 2556 ได้มีการปรับปรุงกฎหมายนี้ให้คล่องตัวขึ้น เพราะกฎหมายเดิมมีหลักเกณฑ์บางข้อไม่ชัดเจนทำให้เกิดปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายและการตีความกฎหมายมาก และต้องเพิ่มเติมกรณีการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะในด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้น จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมากทำให้รัฐยังไม่สามารถดำเนินการให้เพียงพอแก่ความต้องการของประชาชนได้ และเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณของภาครัฐ ทำให้การใช้ทรัพยากรของรัฐเป็นไปอย่างคุ้มค่าและเกิดประสิทธิภาพเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยมีการเปิดเสรีการค้าและการลงทุน

 ขณะนี้คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันกลับเป็นผู้เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2561 นำเข้าที่ประชุม สนช. แบบเร่งด่วน เพื่อเปลี่ยนแปลงหลักการควบคุมการร่วมลงทุนของเอกชนเดิมที่ลงทุนเกิน 1,000 ล้านบาท ต้องทำตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ แต่ในมาตรา 7 ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับที่จะแก้ไขกลับกำหนดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการที่จะทำโครงการร่วมทุนกับเอกชนเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะกำหนดไว้แค่ 12 เรื่องคือ 1) ถนนทางหลวง ทางพิเศษ การขนส่งทางบก 2) รถไฟ รถไฟฟ้า การขนส่งทางราง 3) ท่าอากาศยาน การขนส่งทางอากาศ 4) ท่าเรือ การขนส่งทางน้ำ 5) การจัดการน้ำ การชลประทาน การประปา การบำบัดน้ำเสีย 6) การพลังงาน 7) การโทรคมนาคม การสื่อสาร (ซึ่งในกรณีนี้มีกฎหมาย กสทช. ได้รับการยกเว้นอยู่แล้ว) 8) โรงพยาบาล การสาธารณสุข 9) โรงเรียน การศึกษา 10) ที่อยู่อาศัยหรือสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลางผู้สูงวัย ผู้ด้อยโอกาส หรือผู้พิการ 1) ศูนย์นิทรรศการและศูนย์การประชุม 12) กิจการอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกากิจการตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงกิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการดำเนินกิจการดังกล่าวด้วย

 “ที่สำคัญ มาตรา 8 ระบุว่า โครงการร่วมทุนที่มีมูลค่าตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป หรือมูลค่าที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยกฎกระทรวงให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.นี้ คือ เท่ากับยกเว้น หรือทิ้งหลักเกณฑ์การร่วมทุนเกินวงเงิน 1,000 ล้านบาท เป็นการเปิดช่องให้เกิดการทุจริต ใช้สิทธิ์ในนามของประเทศให้ต่างชาติใช้สิทธิ์ของประเทศไทยไปแสวงหาประโยชน์ เอื้อกลุ่มทุนใหญ่ โดยสามารถใช้งบประมาณแผ่นดินไปร่วมลงทุนได้อีกด้วย เพราะมาตรา 9 ของร่าง พ.ร.บ.นี้ ก็ระบุว่าโครงการร่วมลงทุนที่มีมูลค่าต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท หรือต่ำกว่ามูลค่าที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยมอบกระทรวงให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

 หากคณะกรรมการเห็นว่า โครงการร่วมลงทุนตามวรรคหนึ่ง เป็นโครงการร่วมลงทุนที่มีความสำคัญหรือสอดคล้องกับแผนการจัดทำโครงการร่วมลงทุนตามมาตรา 12 คณะกรรมการจะกำหนดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ก็ได้

 ซึ่งเป็นการให้ใช้ดุลพินิจ และยิ่งใช้ดุลพินิจมากเท่าไหร่ เท่ากับเปิดกว้างทุจริตคอร์รัปชันกันง่ายขึ้น เปิดโอกาสให้กลุ่มทุนใหญ่ ตกลงกับผู้มีอำนาจทางการเมือง สามารถดำเนินการเจรจาหรือต่อสัญญาหรือใช้วิธีการประกวดราคาล็อคสเปคไม่ให้คนอื่นเข้าร่วมประมูลเพื่อง่ายต่อการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือหวังผลประโยชน์ง่ายขึ้น

 จึงมีคำถามให้รัฐบาลตอบต่อประชาชนว่า ท่านทำเพื่อใครกันแน่ เอกชนที่รัฐบาลจะให้ความเป็นธรรม และจะมีการทุจริตกันมาตลอด พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ถ้าดำเนินการเอาผิดกับข้าราชการและเป็นตัวการ อีกทั้งสนับสนุนจากภาคเอกชน ที่มีการเอาเปรียบประเทศโดยเอาสิทธิ์และทรัพย์สินรัฐเป็นสัญญาผูกขาดจากโครงการต่างๆ ว่าผิดกฎหมายและทุจริตผิดสัญญาแล้วยังมาฟ้องเรียกเอาค่าโง่กับรัฐบาลอีก

อีกทั้งคิดจะเอาสนามบินในส่วนภูมิภาคกว่า 20 แห่งให้เอกชนหรือต่างชาติเพื่อค้าของเถื่อนหรือทำสิ่งผิดกฎหมายฟอกเงินเข้ามาร่วมทุนขยายสนามบินใช่หรือไม่ การใช้สิทธิ์ในการบริหารสนามบินดังกล่าวเป็นเรื่องความมั่นคงของรัฐซึ่งไม่เคยมีใครกล้าคิดกล้าทำมาก่อน แต่รัฐบาลชุดนี้กลับกระทำและคิดจะทำโดยเอาความมั่นคงของชาติมาขาย อีกทั้งส่งเสริมร่วมทุนการศึกษาโดยใช้ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เพื่อส่งเสริมการร่วมทุนกับกลุ่มทุนเอกชนในตลาดหลักทรัพย์นั้นสมควรหรือไม่ ทั้งยังกระทบต่อการศึกษาของเอกชนและของภาครัฐ รวมทุกระดับจนถึงอุดมศึกษา ทำเป็นธุรกิจค้ากำไรใช่หรือไม่” นายชาญชัย กล่าว 




ข่าวอื่นๆ